การย้ายทีมของ LBJ

  ในช่วงปิดฤดูกาลของบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอ ลีกบาสเก็ตบอลที่ได้รับความนิยม และความสนใจมากที่สุดในโลก ได้เกิดมีการย้ายทีมระดับ 5 ดาวหลายคน แต่คนที่ได้รับเสียงฮือฮา และได้รับการจับตามองมากที่สุดคงหนีไม่พ้นการย้ายทีมของเลบรอน เจมส์ ยอดฟอร์เวิร์ดของคลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส ทีมที่ได้เข้าชิงแชมป์มาแล้ว 4 สมัยรวด ไปร่วมทีมดังอย่างลอสแองเจลิส เลเกอร์ส ยอดทีมของเมืองแอลเจ หลังจากที่เขาหมดสัญญากับคลีฟแลนด์ในฤดูกาลนี้พอดี ซึ่งก่อนหน้านี้ LBJ สามารถพาทีมคาวาเลียร์สคว้าแชมปเอ็นบีเอได้สำเร็จมาแล้วเมื่อปี  2016 ที่สามารถเอาชนะโกลเด้น สเตท วอร์ริเออร์สได้ในรอบชิงชนะเลิศแบบสุดมันส์ 4-3 เกมส์ ทำให้เมืองคลีฟแลนด์ได้เฉลิมฉลองครั้งใหญ่ หลังจากที่ไม่มีทีมกีฬาในเมืองที่สามารถคว้าแชมป์มาได้อย่างยาวนาน

ก่อนหน้านี้ตลอด 15 ฤดูกาลที่ผ่านมา เลบรอน เจมส์ เล่นให้กับทีมในฝั่งตะวันออกมาโดยตลอด ทั้งกับทีมคลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส และไมอามี่ ฮีตส์ การย้ายทีมมาอยู่กับแอลเอ เลเกอร์สครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกของเขาที่มาอยู่กับทีมจากฝั่งตะวันตก และเป็นการย้ายจากทีมที่มีนักบาสฯ ระดับออล สตาร์เล่นด้วยกันหลลลายคน แต่กลับย้ายมาสู่ทีมที่กำลังเหมือนจะสร้างทีมใหม่ และไม่ได้เข้ารอบเพลย์ออฟด้วยซ้ำเมื่อซีซั่นที่แล้ววว ทำให้นักบาสเก็ตบอลอันดับต้นๆ ของโลกรายนี้ถูกจับตามองมากทีเดียวว่าจะสามารถแบบแอลเล เลเกอร์สทีมนี้ไปได้ไกลแค่ไหน เนื่องจากในทีมตอนนี้มีนักบาสฯดาวรุ่งอนาคตไกลหลายคนอยู่ในทีม ทั้งลอนโซ่ บอล การ์ดดาวรุ่งประสบการณ์ 1 ปี จอช ฮาร์ต การ์ดดาวรุ่งที่เป็นเอ็มวีพีในซัมเมอร์ ลีกเมื่อช่วงเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมาด้วย รวมถึงไคลย์ คุซม่า ฟอร์เวิร์ดดาวรุ่งที่ทำผลงานได้ดีมากเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งเหมือนเป็นการดึงเอาเลบรอน เจมส์เข้ามาปั้นดาวรุ่งเหล่านี้ก็ว่าได้

ในช่วงปิดฤดูกาลเลเกอร์สพยายาเทรดเอาผู้เล่นชั้นดีเข้ามาสู่ทีมหลายคนทีเดียว ซึ่งนอกจากเลบรอน เจมส์แล้ว พวกเขาก็ได้แลนซ์ สตีเฟนสัน การ์ดจอมเป่าหูมาด้วย ราจอน รอนโด้ ยอดการ์ดจ่ายคนหนึ่งของลีกมาอีก ทำให้เกมรุกของพวกเขานั้นอันตรายมากทีเดียว ซึ่งคงต้องขึ้นอยู่กับลุค วอลตัน โค๊ชของทีมเลเกอร์สแล้วว่าจะมีระบบแบบแผนไหนในการที่จะทำให้นักบาสเหล่านี้สามารถเล่นด้วยกันได้อย่างลงตัว และผ่านเข้ารอบเพลย์ออฟในซีซั่นนี้ให้ได้

ความโหดของ “ม่วงมหากาฬ”

    หลังจากที่ทีม “ม่วงมหากาฬ” ฟิออเรนติน่า ได้แต่งตั้งสเตฟาโน่ ปิโอลี่ เข้ามาคุมทีมเมื่อช่วงปิดฤดูกาลที่แล้ว ฟิออเรนติน่า ถือว่าทำผลงานได้อย่างน่าพอใจทีเดียว ซึ่งน่าพอใจกว่ากุนซือคนก่อนอย่างเปาโล ซูซ่า กุนซือชาวโปรตุกีส หรือว่าวินเชนโซ่ มอนเตลล่าด้วย ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้วพวกเขาทำผลงานได้ดีในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล โดยจบอันดับที่ 8 ของตาราง และได้เกือบจะได้ส้มหล่นไปเล่นในศึกฟุตบอลยูโรป้า ลีกแล้วด้วย เนื่องจากก่อนหน้านี้เอซี มิลานได้โดนแบนห้ามเล่นฟุตบอลยุโรป 1 ฤดูกาล แต่หลังจากที่พวกเขายื่นอุทธรณ์ต่อศาสกีฬาสำเร็จ ก็ทำให้ฟิออเรนติน่าต้องอดไปเตะบอลยุโรปในฤดูกาลนี้

ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้วฟิออเรนติน่ามีข่าวเศร้าด้วยเมื่อต้องเสียดาวิเด้ อัสโตรี่ กองหลังที่เสียชีวิตไปกลางฤดูกาล ซึ่งหลังจากนั้นมาเหมือนทำให้ทีมรวมใจเล่นเพื่ออุทิศให้กับดาวเตะหมายเลข 13 ของสโมสร ทำให้ทีมเก็บชัยชนะได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือว่าเป็นฤดูกาลที่พวกเขาดันดาวรุ่งขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่อย่างเต็มตัวหลายราย ทั้งเฟเดริโก้ เคียร์ซ่า ปีกดาวรุ่งซึ่งเป็นลูกชายของเอ็นริโก้ เคียร์ซ่า อดีตกองหน้าดีกรีทีมชาติอิตาลี รวมถึงจิโอวานนี่ ซิเมโอเน่ กองหน้าดาวรุ่งชาวอาร์เจนไตน์ที่เป็นลูกชายของดิเอโก้ ซิเมโอเน่ ที่เป็นกุนซือคนเก่งของแอตเลติโก มาดริดในเวลานี้ด้วย ซึ่งกำลังแข่งกันโชว์ฟอร์มเก่งกันอยู่ในเวลานี้ จนกลายเป็นเป้าหมายของบรรดาทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรปด้วย ที่สนใจจะคว้าตัวไปร่วมทีม

ฤดูกาลนี้ฟิออเรนติน่าเริ่มต้นฤดูกาลได้อย่างสุดยอด ด้วยการเปิดบ้านเอาชนะคิเอโว่ไปได้ถึง 6-1 ทั้งๆ ที่นัดแรกคิเอโว่พึ่งจะสร้างความลำบากให้กับยูเวนตุสมาอย่างหนัก และกว่าที่ทีม “ม้าลาย” จะเอาชนะได้ก็ต้องรอจนถึงช่วงทดเวลาบาดเจ็บเลยทีเดียว ส่วนฟิออเรนติน่าถือว่าเป็นเกมแรกในฤดูกาลเท่านั้น เนื่องจากสัปดาห์แรกพวกเขามีคิวที่จะต้องไปเยือนซามพ์โดเรีย แต่ว่าการแข่งขันนั้นถูกยกเลิกไปก่อน เนื่องจากเกิดเหตุโศกนาตรกรรมที่เมืองเจนัว ทำให้ 2 ทีมจากเมืองเจนัว และซามพ์โดเรีย อยู่ในสภาพที่ไม่พร้อมทำการแข่งขัน ซึ่งถือว่าเป็นการออกสตาร์ตได้อย่างยอดเยี่ยมของฟิออเรนติน่าเลยทีเดียว ที่เก็บ 3 คะแนนแรกได้อย่างสวยหรู และน่าจะหวังทำอันดับได้ดีกว่าฤดูกาลที่แล้วได้ด้วย

ฟอร์มที่ผิดคาด

    หลังจากเปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีกมาได้ 3 นัด มีเพียงแค่ 4 ทีมเท่านั้นที่เก็บชัยชนะได้แบบ 100% ใน 3 นัดแรก โดยมีลิเวอร์พูล เชลซี สเปอร์ และวัตฟอร์ด ซึ่ง 3 ทีมแรกนั้นก็ชื่อชั้นดีอยู่แล้ว ทำให้ไม่ค่อยแปลกใจซักเท่าไหร่ แต่ว่าวัตฟอร์ดนี่สิ ที่ก้าวขึ้นมาชนะแบบ 3 นัดรวด ซึ่งถือว่าเป็นฟอร์มการเล่นที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก ทั้งที่ก่อนเริ่มฤดูกาลพวกเขาเป็นหนึ่งในทีมเต็งที่มีโอกาสจะตกชั้นสูงด้วย หลังจากที่เห็นฟอร์มการเล่นเมื่อฤดูกาลที่แล้วของทีม “แตนอาละวาด” รวมถึงฝีมือการคุมทีมของฆาบี การ์เซีย กุนซือชาวสเปนด้วยแล้ว ทำให้ถูกมองว่ามีโอกาสที่จะต้องตกชั้นสูงมากทีเดียว

ในนัดแรกของฤดูกาลที่วิคาเลจ โร๊ด วัตฟอร์ดเปิดบ้านพบกับไบรท์ตัน ซึ่งสุดท้ายพวกเขาเอาชนะไปได้ 2-0 ซึ่งก็ถือว่ามีความเป็นไปได้ และก็ดูเหมือนว่าไม่ได้เป็นการพลิกล็คอมากมายนัก เพราะถือว่าอยู่ในระดับเดียวกัน ก็มีแพ้ชนะกันได้อยู่แล้ว ส่วนนัดที่ 2 เป็นการบุกไปเยือนเบิร์นลี่ย์ ทีมจอมเหนียวที่ฤดูกาลนี้นั้นต้องรับศึกหนักตั้งแต่ต้นฤดูกาลด้วย เนื่องจากต้องไปเตะฟุตบอลยุโรป้า ลีกรอบเพลย์ออฟด้วย ทำให้มีอาการล้าสูงมาก และสุดท้ายเป็นวัตฟอร์ดที่สามารถบุกไปเอาชนะได้สำเร็จ 3-1 โดยมายิง 2 ประตูในช่วงต้นครึ่งหลัง ทำให้พวกเขาเก็บชัยชนะได้อย่างต่อเนื่อง และนัดที่ 3 ของฤดูกาลก็ได้กลับมาเล่นในบ้านอีกครั้งพบกับคริสตัล พาเลซ ซึ่งครึ่งแรกพวกเขาเกือบจะต้องเสียประตูหลายครั้ง แต่ยังดีที่มีเบน ฟอสเตอร์ นายประตูจอมเก๋ายังสามารถปัดป้องไว้ได้หมด และช่วงครึ่งหลังวัตฟอร์ดก็มาได้ 2 ประตูในช่วงกลางครึ่ง ทำให้พวกเขาเล่นได้สบายขึ้น ก่อนจะมาถูกวิลฟรีด ซาฮา ซัดประตูตีไข่แตกให้ทีมเยือนไล่ขึ้นมา แต่สุดท้ายก็ไม่ทัน ทำให้แพ้ไป 1-2 ทำให้วัตฟอร์ดเก็บได้ 9 คะแนนเต็ม ซึ่งถือว่ายอดเยี่ยมมากๆ

แต่ถึงแม้ว่าวัตฟอร์ดจะสามารถเก็บได้ถึง 9 คะแนนเต็มจาก 3 นัดแรกก็ตาม แต่ก็อย่าพึ่งชะล่าใจไป เพราะเมื่อช่วงต้นฤดูกาลที่แล้วฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ก็เป็นเช่นนี้ คือสามารถเก็บชัยชนะได้อย่างต่อเนื่องในช่วงต้นฤดูกาล และไปคั่วต่ำแหน่งจ่าฝูงกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และแมนเชสเตอร์ ซิตี้อยู่พักหนึ่ง แต่หลังจากนั้นไม่นานพวกเขาก็ฟอร์มรูด และแพ้ติดต่อกันหลายนัด ทำให้ช่วงท้ายฤดูกาลพวกเขาต้องกลายเป็นทีมลุ้นหนีตกชั้นด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายก็ถือว่าพวกเขาเอาตัวรอดมาได้สำเร็จ ด้วยการกินบุญเก่าที่เก็บแต้มตุนไว้ได้เยอะในช่วงต้นฤดูกาล ซึ่งวัตฟอร์ดอาจจะเป็นอย่างนั้นบ้างก็ได้

ใบแดงสะพัด

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาในการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกของอังกฤษ เรียกว่ามีใบแดงแจกกันสะพัดเลยทีเดียว โดยเฉพาะเกมการแข่งขันในคืนวันเสาร์ที่มีใบแดงกันไปถึง 4 ใบจาก 3 สนาม ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่เยอะทีเดียวในสัปดาห์นี้ โดยเป็นเกมคู่ที่เตะกันเวลาบ่าย 3 โมงของประเทศอังกฤษ หรือตรงกับเวลาประเทศไทยคือคู่ที่แข่งขันกันตอน 3 ทุ่มนั่นเอง โดยจากการแข่งขันพร้อมกัน 4 นัด มีเพียงคู่ระหว่างอาร์เซน่อลที่เปิดเอมิเรต สเตเดี้ยมพบกับเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ที่เป็นศึกลอนดอน ดาร์บี้ แมตช์เท่านั้น ที่ไม่มีใบแดงเกิดขึ้น ส่วนคู่ที่เหลืออีก 3 สนามล้วนแต่มีใบแดงทั้งหมด โดยเริ่มจากคู่ที่ฮัเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ พบกับคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ที่ต่างเป็นทีมเต็งที่จะต้องหนีการตกชั้นทั้งคู่ โดยเกมนี้เป็นทางเจ้าถิ่นที่ต้องเหลือผู้เล่นเพียง 10 คนในช่วงครึ่งเวลาหลังในนาทีที่ 63 มื่อโจนาธาน ฮ็อกก์ กองกลางตัวหลักของทีมไปเล่นนอกเกมใส่ผู้เล่นคาร์ดิฟฟ์ในจังหวะเตะมุม ทำให้ผู้ตัดสินให้ใบแดงโดยตรง และต้องโดนไล่ออกจากสนาม ซึ่งยังดีที่ผลสุดท้ายเจ้าบ้านยังแบ่งแต้มไว้ได้ด้วยการเสมอกันไป 0-0

เกมต่อมาที่มีการโดนใบแดงเกิดขึ้นก็คือเกมที่เซนต์ แมร์รี่ เซาต์แธมตันของมาร์ค ฮิวจ์ ต้อนรับการมาเยือนของเลสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งครึ่งหลังที่ทั้ง 2 ทีมต่างทำประตูกันได้ทั้งคู่ โดยเป็นทางเจ้าบ้านได้ประตูนำไปก่อน และมาถูกตามตีเสมอได้ แต่ในนาทีที่ 77 เอมิล ฮอยเบิร์ก กองกลางชาวเดนมาร์กไปโดนใบเหลืองที่ 2 จากการพุ่งล้มในเขตโทษเพื่อหวังจะเอาจุดโทษให้ทีม  ทำให้เซาต์แธมตันต้องเหลือผู้เล่นเพียง 10 คนเท่านั้น และในช่วงท้ายเกมก็มาโดนแฮร์รี่ แม็คกวาย กองหลังทีมชาติอังกฤษของเลสเตอร์ เติมขึ้นมายังไกลให้ทีมเยือนเอาชนะไป 2-1

และอีกคู่ที่มีการเล่นดุเดือดมากก็คือบอร์นมัธที่เก็บชัยชนะมาได้ 2 เกมรวด เปิดบ้านพบกับเอฟเวอร์ตันของมาร์โก ซิลวานั่นเอง โดยท้ายครึ่งแรกเป็นทางริชาร์ลิซอน ปีกบราซิเลี่ยนไปเอาหัวไถกับนักเตะเจ้าถิ่น ทำให้ผู้ตัดสินแจกใบแดงทันที แต่ครึ่งหลังพวกเขากลับมาพลิกนำด้วยซ้ำ และเจ้าถิ่นเหลือผู้เล่น 10 คนเช่นกัน เมื่ออดัม สมิธไปโดนไล่ออกจากการไปดึงธีโอ วัลค็อตต์ในจังหวะสวนกลับแล้วกำลังเลี้ยงเข้าไปยิงในเขตโทษ แต่สุดท้ายเจ้าถิ่นก็มาฮึดตีเสมอเป็น 2-2 ถึงแม้ว่าจะถูกยิงประตูนำไปก่อนถึง 2 ประตูจากธีโอ วัลค็อตต์ก็ตาม

สปิริต “เสือใต้”

  ในช่วงระหว่างฤดูกาลที่แล้วที่คาร์โล อันเชล็อตติ กุนซือชาวอิตาเลี่ยนยังเป็นกุนซือในถิ่นอัลลิอันซ์ อารีน่าของบาเยิร์น มิวนิคอยู่นั้น เคยมีข่าวเล็ดลอดออกมาว่าแคมป์ของทีม “เสือใต้” นั้นกำลังมีปัญหา และดูเหมือนว่าสปิริตภายในทีมจะไม่ค่อยดี เมื่อนักเตะรุ่นใหญ่หลายๆ คนไม่ค่อยชอบการวางแผนการซ้อมของกุนซือชาวอิตาเลี่ยนเท่าไหร่ และทำให้ความสัมพันธ์ของตัวกุนซือกับตัวนักเตะนั้นไม่ค่อยดีด้วย ทำให้สุดท้ายคาร์โล อันเชล็อตติก็โดนปลดออกจากตำแหน่งไป ทำให้บอร์ดบริหารของทีมได้ไปแต่งตั้งจุ๊ป ไฮน์เกส อดีตกุนซือจอมเก๋าของทีมเข้ามานั่งรักษาการแทนจนจบฤดูกาล และทำให้สถานการณ์ภายในทีมกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

และในช่วงปิดฤดูที่ผ่านมา บาเยิร์น มิวนิคเลือกที่จะแต่งตั้งนิโก้ โควัช กุนซือหนุ่มชาวโครเอเชียเข้ามาคุมทีม ซึ่งมาพร้อมกับโรเบิร์ต โควัช น้องชายของเขานั่นเอง ซึ่งเขาก็เคยเป็นอดีตลูกหม้อของททีม และเคยเล่นเป็นกองกลางตัวรับให้กับทีมอยู่พักใหญ่ๆ ด้วย ซึ่งถือว่าทำผลงานได้ดีกับการคุมทีมไอน์ทรัช แฟรงค์เฟิร์ตในช่วง 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา ทำให้บอร์ดบริหารตัดสินใจจ้างกลับมาคุมทีมในฤดูกาลนี้ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่กุนซือวัย 46 ปีทำได้ดีมากๆ ในการคุมทีมบาเยิร์น มิวนิคตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาล และช่วงพรีซีซั่นก็คือการที่เขาสามารถหลอมรวมทีมให้เป็นกลุ่มก้อนเดียวกันได้ และยังสามารถสร้างสปิริตให้กับทีมได้อย่างดีอีกด้วย ซึ่งจะเห็นได้จากนัดแรกที่พวกเขาเปิดบ้านเอาชนะฮอฟเฟ่นไฮม์ ทีมฟอร์มแรงไปได้ 3-1 ซึ่งบรรดานักเตะรุ่นพี่หลายคนได้แสดงความสามัคคีให้ได้เห็นในจังหวะที่คิงสลี่ย์ โกม็อง ปีกดาวรุ่งชาวฝรั่งเศสของทีมได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก ซึ่งนักเตะรุ่นใหญ่อย่างอาร์เยน ร็อบเบนที่เป็นตัวสำรองก็ออกมาแสดงความห่วงใยรุ่นน้องด้วย ซึ่งเป็นภาพที่น่าประทับใจทีเดียวสำหรับแฟนบอลของบาเยิร์น มิวนิค และมันแสดงให้เห็นถึงปสิริตภายในทีมของพวกเขาด้วยว่ามีสูงมากกว่าฤดูกาลที่แล้วมากเพียงไหน ซึ่งสิ่งนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กับความสามารถในการคุมทีม หรือว่าเรื่องแทคติกต่างๆ เลยด้วย ซึ่งยอดกุนซืออย่างคาร์โล อันเชล็อตติก็เคยมีปัญหามาแล้วเมื่อฤดูกาลที่แล้ว

หากว่าทีมสปิริตของบาเยิร์น มิวนิคยังคงยอดเยี่ยมแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ในเรื่องของแชมป์บุนเดสลีก้าคงไม่ใช่ปัญหาของพวกเขาอย่างแน่นอน เพราะแค่ฝีเท้าอย่างเดียวก็เหนือกว่าคู่แข่งอยู่พอสมควรแล้ว และอาจจะทำให้ทีมได้ลุ้นเข้ารอบลึกๆ ของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้อีกด้วย