งบน้อย ต่อยหนัก

  

   ในช่วงก่อนเปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีกประจำปีนี้ มีหลายคนเป็นห่วงทีม “ไก่เดือยทอง” ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส ทีมดังในกรุงลอนดอนของอังกฤษเป็นอย่างมาก กับผลงานที่จะเกิดขึ้นกับทีมในฤดูกาลนี้ เนื่องจากพวกเขาไม่ได้ทำการซื้อนักเตะเข้าสู่ทีมแม้แต่รายเดียวในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะหน้าร้อนที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ตั้งแต่มีการจัดตั้งเวลาในการซื้อขายนักเตะเลยก็ว่าได้ ที่มีทีมที่ไม่ยอมเสริมทัพเลยในช่วงหน้าร้อน ทั้งการซื้อขาด และการยืมตัว ถึงแม้ว่าจะรักษานักเตะตัวเก่าจากเมื่อฤดูกาลที่แล้วได้ทั้งหมดก็ตาม แต่ในทุกฤดูกาลทุกทีมก็ต้องมีการเสริมทัพเป็นเรื่องปกติ เพื่อเพิ่มศักยภาพของทีม รวมถึงบรรยากาศใหม่ๆ ในทีมที่จะเพิ่มขึ้นด้วย แต่การที่สเปอร์สไม่ได้เสริมทัพในช่วงนั้นทำให้ถูกนักวิจารณ์มองว่าผลงานของทีมในฤดูกาลนี้น่าจะไม่ดีเหมือนเมื่อฤดูกาลก่อนอย่างแน่นอน

แต่ทว่าหลังจากผ่านฤดูกาลนี้มาแล้วเกือบครึ่งฤดูกาล ผลงานการคุมทีมของเมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ กุนซือชาวอาร์เจนไตน์ของทีมก็เหมือนเป็นการตบหน้านักวิจารณ์ฉาดใหม่ เมื่อกุนซือหนุ่มวัย 47 ปียังสามารถทำให้ทีม “ไก่เดือยทอง” โลดแล่นอยู่บนพื้นที่หัวตารางพรีเมียร์ลีกได้อย่างเหนียวแน่น รวมถึงในศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกที่ถูกจับไปอยู่ในกลุ่มกรุ๊ป ออฟ เดธร่วมกับบาร์เซโลน่า พีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น และอินเตอร์ มิลานก็ตาม แต่พวกเขาก็สามารถผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ ถึงแม้ว่าจะแพ้ไป 2 นัดแรกของรอบแบ่งกลุ่มก็ตาม

ไม่ใช่เพียงเท่านั้น เมื่อศึกคาราบาว คัพ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส ก็สามารถผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศของรายการนี้ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อล่าสุดสามารถบุกเอาชนะคู่รักคู่แค้นอย่างอาร์เซน่อลได้สำเร็จ 2-0 ถึงถิ่นเอมิเรต สเตเดี้ยมในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ทำให้พวกเขาผ่านเข้าไปเล่นในรอบรองชนะเลิศพบกับทีม “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซีในช่วงต้นปีหน้า ส่วนผลงานในลีกนั้นถึงแม้ว่าจะมีคะแนนห่างจากจ่าฝูงในระยะหนึ่งก็ตาม แต่พวกเขาก็ไม่น่าจะหลุดจากโซนที่จะได้ไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกฤดูกาลหน้าอย่างแน่นอน ซึ่งถือว่าเป็นผลงานการคุมทีมชิ้นโบว์แดงของเมาริซิโอ โปเช็ตติโน่เลยก็ว่าได้ รวมถึงเหล่านักเตะของทีมที่มีการพัฒนาฝีเท้าอยู่ในทุกฤดูกาล ทำให้ทีม “ไก่เดือยทอง” แข็งแกร่งขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และยังได้ลุ้นแชมป์อยู่ในทุกรายการที่พวกเขาลงเล่นอีกด้วย

 

‘กัตจัง’ คงไม่รอด

  ทีม “ปีศาจแดงดำ” เอซี มิลาน ที่เคยเป็นอดีตยอดทีมของศึกกัลโช่ เซเรีย อา และเคยเป็นทีมที่ขับเคี่ยวแย่งแชมป์กับยูเวนตุสอย่างสนุกเมื่อซักประมาณ 10 ปีก่อน แต่ว่าในระยะหลังพวกเขาตกลงไปมาก เมื่อมีการเปลี่ยนมือของเจ้าของทีมถึงหลายครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งก็มักจะเกิดปัญหาเป็นประจำ ทั้งการได้เจ้าของที่ไม่รวยจริงบ้าง และการบริหารมีปัญหาบ้าง จนกระทั่งในปัจจุบันที่พวกเขาได้กลุ่มทุนที่เป็นบริษัทเกี่ยวกับด้านการเงินจากอังกฤษเข้าไปเป็นเจ้าของสโมสรแทนในเวลานี้ ซึ่งพวกเขาได้พยายามจะทำให้ทีมกลับมาสู่เส้นทางความยิ่งใหญ่และความสำเร็จอีกครั้งตั้งแต่เมื่อฤดูกาลที่แล้ว โดยการลงทุนซื้อนักเตะไปอย่างมหาศาล แต่พวกเขากลับเริ่มต้นฤดูกาลที่แล้วได้อย่างย่ำแย่ จนทำให้วินเชนโซ่ มอนเตลล่า ต้องโดนปลดจากตำแหน่งไป และบอร์ดบริหารก็ไปดึงเจนนาโร่ กัตตูโซ่ อดีตกองกลางพันธุ์ดุที่ตอนนั้นคุมทีมชุดเล็กของสโมสรอยู่ ให้ขึ้นมารับตำแหน่งนายใหญ่ของถิ่นซาน ซีโร่แทน แต่ทว่าก็ทำให้ดีขึ้นแค่ในระดับหนึ่งเท่านั้น และจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 6 ของตาราง และได้สิทธิ์ไปเล่นเพียงแค่ศึกยูโรป้า ลีกในฤดูกาลนี้เท่านั้น

ในช่วงก่อนเปิดฤดูกาลนี้ เอซี มิลานก็ได้ลงทุนซื้อขายนักเตะอีกครั้ง ถึงแม้ว่าจะไม่มากเหมือนฤดูกาลที่แล้วก็ตาม เนื่องจากพวกเขาถูกกฏไฟแนนเชี่ยล แฟร์ เพลย์ ควบคุมอยู่ ทำให้พวกเขาใช้เงินไม่ได้มากกว่านี้แล้ว แต่ก็ถือว่าทำให้ทีมมีศักยภาพที่ดีขึ้นพอสมควรทีเดียว และตอนแรกดูเหมือนว่ากุนซือวัย 40 ปีจะทำให้ทีมดูดีกว่าปีที่แล้วด้วย แต่ทว่าพอเล่นไปเล่นมาแล้วเหมือนกับว่าเป็นการเล่นน้ำวนอยู่ในอ่างเสียมากกว่า ซึ่งบางนัดก็ดีใจหาย แต่บทจะแพ้ก็แพ้ได้อย่างง่ายดาย ทำให้พวกเขาในฤดูกาลนี้จะต้องลุ้นพื้นที่ไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลหน้าเหนื่อยทีเดียว ซึ่งยังไม่ต้องพูดถึงการจะกลับไปเป็นแชมป์สคูเด็ตโต้เลยด้วยซ้ำ เพราะผ่านมาเพียงไม่ถึงครึ่งฤดูกาลพวกเขาก็ตามหลังจ่าฝูงอย่างยูเวนตุสไปแล้วเกือบ 20 คะแนน ทำให้บอร์ดบริหารของทีมที่มีเลโอนาร์โด้ อดีตปีกชาวบราซิเลี่ยนของทีมเป็นแกนนำนั้นกำลังจะพิจารณาปลดเจนนาโร่ กัตตูโซ่ออกจากตำแหน่ง เนื่องจากทำผลงานได้ไม่ตามเป้าที่ตั้งไว้ รวมถึงการที่ตอนนี้มีกุนซือฝีมือดีที่ว่างงานอยู่หลายคนทีเดียว ที่น่าจะทำให้ทีมดีขึ้นได้อย่างแน่นอน ซึ่งดูแล้ว “เจ้ารถถัง” ไม่น่าจะอยู่คุมทีมจนจบฤดูกาลนี้อย่างแน่นอน

ทำไมต้องเป็น ‘โซลชาร์’

  

  อย่างที่ทุกคนได้ทราบกันไปแล้วว่าทีม “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมดังจากศึกพรีเมียร์ลีกของอังกฤษนั้นได้ทำการปลดโชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุกีสออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมเรียบร้อยแล้ว ทำให้เก้าอี้ผู้จัดการทีมในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดในฤดูกาลนี้ว่างลงทันที ทำให้บอร์ดบริหารของสโมสรต้องมองหานายใหม่เข้ามาคุมทีม โดยพวกเขาวางแผนที่จะหากุนซือเข้ามารับหน้าที่รักษาการไปจนจบฤดูกาลนี้ก่อน และจะมองหากุนซือที่จะมาคุมทีมในระยะยาวต่อไปหลังจากนี้ ซึ่งพวกเขามีตัวเลือกมากมายทั้งกุนซือชื่อดังที่ว่างงาน และบรรดานักเตะเก่าของทีมที่พร้อมจะอาสาเข้ามารับเผือกร้อนต่อจากอดีตกุนซือชองเชลซี แต่สุดท้ายแล้วบอร์ดบริหารของสโมสรที่นำโดยเอ็ด วู๊ดเวิร์ด ซีอีโอคนเก่งของทีมก็ตัดสินใจเลือกโอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ อดีตกองหน้าชาวนอร์เวย์ของทีมให้เข้ามารับหน้าที่คุมทีมจนจบฤดูกาลนี้ ซึ่งอดีตซุเปอร์ซับของทีมรายนี้อาสาเข้ามารับงานเองด้วย ทั้งๆ ที่เขาก็คุมทีมโมลด์ในประเทศบ้านเกิดอยู่ และพึ่งจบฤดูกาลไปไม่นานมานี้ด้วย แต่ทว่าทางสโมสรโมลด์ก็ยินดีที่จะให้อดีตฮีโร่ชุดทริปเปิ้ล แชมป์ในปี 1999 เข้ามารับงานคุมทีมชั่วคราวในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดจนจบฤดูกาล แล้วค่อยกลับไปคุมทีมอีกครั้งหลังจากช่วยต้นสังกัดเก่าแล้ว โดยในตอนนี้โมลด์จะใช้กุนซือรักษาการแทนไปก่อนเช่นกัน

หลังจากที่โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเป็นการชั่วคราวแล้ว ก็ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาพอสมควรทีเดียว และที่สำคัญที่สุดคือทำไมต้องเป็นอดีตดาวเตะของทีมผู้นี้ด้วย ในเมื่อพวกเขาสามารถเลือกกุนซือที่มีโปรไฟล์ดีกว่านี้ได้อีกมากมาย ซึ่งเหตุผลนั้นถือว่ามีคำตอบที่ชัดเจนทีเดียวกับการเลือกนักเตะเก่าในยุคของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสันเข้ามาคุมทีม เนื่องจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในเวลานี้นั้นมีปัญหาเป็นอย่างมาก ทั้งในเรื่องของวินัย และปัญหาภายในทีม รวมถึงแนวทางการเล่นที่ต้องการเห็นทีมกลับมาเป็นทีมที่เปิดเกมบุกเข้าใส่คู่แข่งอีกครั้ง ซึ่งมันถือว่าเป็นประเพณีของสโมสรเลยก็ว่าได้ แต่ทว่ามันได้หายไปตั้งแต่ที่เซอร์อเล็ก เฟอร์กูสันออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมไปด้วย จึงเป็นเหตุผลที่ต้องการนักเตะในยุคของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสันกลับมาคุมทีม รวมถึงเรียกศรัธทาของแฟนบอลให้กลับมาอีกครั้งด้วย ซึ่งโอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ถือว่าเป็นที่รักของแฟนบอล “เรด อาร์มี่” เป็นอย่างยิ่ง

“เสือเหลือง” พลาดง่ายไป

     ในการแข่งขันบุสเดสลีก้า ลีกสูงสุดของประเทศเยอรมันในฤดูกาลนี้ ทีม “เสือเหลือง” โบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ที่มีการเปลี่ยนแปลงกุนซือใหม่มาเป็นลูเซียง ฟาฟร์ กุนซือจอมเก๋าชาวสวิตเซอร์แลนด์เข้ามาคุมทีมในฤดูกาลนี้ และทำให้ทีมมีผลงานในลีกที่ยอดเยี่ยมเป็นอย่างมาก และนำจ่าฝูงของลีกอยู่ในเวลานี้ หลังจากที่ผ่านการแข่งขันไปแล้วเกือบครึ่งฤดูกาล ซึ่ง 15 นัดแรกพวกเขากลายเป็นทีมเดียวในลีกที่ไร้พ่าย และไม่แพ้ให้กับทีมไหนเลยด้วย โดยสามารถทำให้ทีมมีเกมรุกที่ดุดัน และเกมรับที่แข็งแกร่ง ทำให้พวกเขาเก็บคะแนนนำห่างคู่ปรับสำคัญอย่างบาเยิร์น มิวนิคไปได้ถึง 9 คะแนนเลยทีเดียว แต่แล้วในนัดที่ 16 ของฤดูกาลพวกเขาก็ต้องแพ้เป็นนัดแรกของฤดูกาลจนได้ โดยเป็นการบุกไปแพ้ให้กับทีมน้องใหม่อย่างฟอร์ทูน่า ดุสเซลดอร์ฟ ทีมที่อยู่ในโซนท้ายตารางไป 1-2 ในช่วงกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเกมกลางสัปดาห์ด้วย ซึ่งมันทำให้เป็นการเปิดโอกาสให้กับทีม “เสือใต้” ให้กลับมามีความหวังที่จะไล่กวดตาม และล่าแชมป์บุนเดสลีก้าในฤดูกาลนี้อีกครั้งด้วย โดยโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ผลงานดีมากๆ ใน 15 นัดแรก โดยชนะได้ถึง 12 และเสมอ 3 นัด แต่ดันมาพลาดท่าให้กับทีมท้ายตาราง ถึงแม้ว่าจะเป็นเกมเยือนก็ตาม แต่หากดูจากสถิติจะเห็นได้ว่าฟอร์ทูน่า ดุสเซลดอร์ฟ ถือว่าเป็นทีมจอมแสบสำหรับทีมหัวตารางของบุนเดสลีก้าฤดูกาลนี้เลยก็ว่าได้ เมื่อพวกเขาสามารถเก็บแต้มได้โดยตลอดเวลาที่เจอกับทีมใหญ่ในฤดูกาลนี้ ซึ่งพวกเขาเคยบุกไปตีเสมอบาเยิร์น มิวนิคได้ถึงถิ่น 3-3 ในช่วงท้ายเกมมาแล้วด้วย รวมถึงการเอาชนะได้ทั้งฮอฟเฟ่นไฮม์ แฮร์ธ่า เบอร์ลิน และการแบ่งแต้มกับไลป์ซิกได้อีกด้วย แต่กลับไปแพ้ให้กับทีมเล็กๆ ด้วยกันทั้งหมด ทำให้ต้องอยู่ในโซนท้ายตารางในฤดูกาลนี้ต่อไป

            บาเยิร์น มิวนิค ก็มีการเปลี่ยนแปลงตัวกุนซือในฤดูกาลนี้เช่นกัน โดยพวกเขาเลือกนิโก้ โควัช กุนซือหนุ่มชาวโครเอเชียเข้ามาคุมทีมแทน ทำให้พวกเขามีปัญหาในเรื่องของฟอร์มการเล่นเช่นกันในช่วงต้นฤดูกาล ทำให้ถูกโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์โกยแต้มทิ้งห่างไปพอสมควร แต่ในระยะหลังมานี้ฟอร์มการเล่นของทีมก็นิ่งขึ้น และทำให้เก็บชัยชนะได้อย่างต่อเนื่องในระยะหลัง ทำให้พวกเขายังมีโอกาสลุ้นแชมป์บุนเดสลีก้าสมัยที่ 7 ติดต่อกันได้อยู่ในฤดูกาลนี้ ถึงแม้ว่าจะมีคะแนนตามหลังอยู่พอสมควรก็ตาม

มังกรน้อย

  ทีมชาติเวลส์ที่หลังจากหมดยุคของกุนซือคริส โคลแมน กุนซือที่พาทีมชาติเวลส์ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2016 ที่ประเทศฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพเมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งพวกเขาผ่านเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ แต่ก็ไปพ่ายให้กับทีมชาติโปรตุเกสที่มีคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยอดดาวเตะระดับโลกเสียก่อน และหลังจากจบทัวร์นาเม้นต์นั้น คริส โคลแมนก็เลือกที่จะย้ายไปคุมทีมซันเดอร์แลนด์ ที่อยู่ในลีกแชมเปี้ยนชิปในเวลานั้นแทน ทำให้เวลส์ต้องมาตั้งไรอัน กิ๊กส์ อดีตยอดปีกของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเข้ามาคุมทีมแทน ซึ่งกิ๊กส์ในวัย 44 ปียังไม่มีประสบการณ์ในการคุมทีมอย่างเป็นทางการเลยด้วยซ้ำ แต่สมาคมฟุตบอลของเวลส์ก็กล้าที่จะให้โอกาสกุนซือหน้าใหม่วัย 44 ปีได้ทำหน้าที่

การเข้ามาของไรอัน กิ๊กส์ ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการเรียกตัวผู้เล่นทันที เมื่อตำนานของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดผู้นี้ให้ความสำคัญกับการเรียกดาวรุ่งเข้ามาติดทีมเป็นอย่างมาก เพื่อเป็นการให้โอกาสนักเตะหน้าใหม่ด้วย ซึ่งมีนักเตะหน้าใหม่ที่ก้าวขึ้นมาติดทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในยุคการคุมทีมของไรอัน กิ๊กส์หลายรายทีเดียว และทำผลงานได้ดีเสียด้วย อย่างในการแข่งขันฟุตบอลยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกล่าสุดที่พวกเขาเปิดบ้านยำใหญ่ใส่ทีมชาติไอร์แลนด์ของมาร์ติน โอนิลไปได้ถึง 4-1 ก็มีการใช้นักเตะดาวรุ่งหลายรายทีเดียว ซึ่งดาวรุ่งที่โดดเด่นมากๆ ของทีมชาติเวลส์ในวันนั้นก็คืออีธาน อัมปาดู ดาวรุ่งหัวฟูวัยเพียง 17 ปีจากสโมสรเชลซี ทที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่น และสามารถแอสซิสต์ให้เพื่อนทำประตูได้ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้นยุคใหม่ของทีมชาติเวลส์ได้อย่างน่าประทับใจทีเดียว เพราะทีมชาติไอร์แลนด์ในยุคของมาร์ติน โอนิลนั้นไม่ใช่ว่าจะเป็นทีมที่เอาชนะกันได้ง่ายๆ เลย แต่ทีม “มังกรน้อย” ทีมนี้กลับทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยมีแกเร็ธ เบล ดาวเตะจากเรอัล มาดริดเป็นหัวโจกในแนวรุก ส่วนแนวรับก็จะมีแอชลี่ย์ วิลเลี่ยม กองหลังตัวเก๋าที่เป็นกัปตันทีมชุดนี้เป็นแกนหลัก และแดนกลางก็มีอารอน แรมซี่ย์ เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันแนวรับของคู่แข่ง ซึ่งถือว่าดูดีมีอนาคตทีเดียวสำหรับทีมชาติเวลส์ชุดนี้ ซึ่งเกมที่พวกเขาถล่มทีมชาติไอร์แลนด์นั้นเล่นได้เข้าตามากๆ และครองเกมบุกใส่ทีม “ยักษ์เขียว” ได้ตลอดทั้งเกมเลยด้วย ถือว่าน่าติดทีมมากสำหรับดาวรุ่งของเวลส์ชุดนี้

อนาคตของโซลันกี้

    อนาคตเริ่มจะไม่สดใสเสียแล้วสำหรับโดมินิค โซลันกี้ กองหน้าดาวรุ่งของลิเวอร์พูล ที่อยู่ในถิ่นแอนฟิลด์ฤดูกาลนี้เป็นฤดูกาลที่ 2 แล้ว แต่เขายังไม่ได้รับโอกาสในการลงสนามอย่างเต็มที่เลย และตั้งแต่ย้ายมาเขาก็พึ่งทำประตูให้กับทีมได้เพียงแค่ประตูเดียวเท่านั้นเมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่ฤดูกาลนี้เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันยังไม่ได้ให้โอกาสเขาลงสนามแม้แต่นัดเดียวในฤดูกาลนี้ โดยมีเพียงเกมช่วงพรีซีซั่นเท่านั้นที่เขาได้โอกาสลงสนามบ่อย แต่พอเริ่มฤดูกาลจริงก็เป็นเพียงแค่ตัวสำรองเท่านั้น และบางเกมก็ไม่มีชื่อบนม้านั่งสำรองด้วยซ้ำ ซึ่งตอนนี้โดมินิค โซลันกี้ กองหน้าวัย 20 ปีต้องกลายเป็นกองหน้าตัวเป้าลำดับที่ 3 ของทีม ต่อจากโรแบร์โ ฟิร์มิโน่ กองหน้าทีมชาติบราซิลที่เป็นตัวแรก และตัวเลือกอันดับที่ 2 ก็คือดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ ที่ตอนแรกเกือบจะถูกปล่อยออกจากทีมแล้วด้วยซ้ำ แต่ว่าไปโชว์ฟอร์มดีในช่วงพรีซีซั่น ทำให้กุนซือชาวเยอรมันตัดสินใจเก็บไว้ใช้งานต่อ ทำให้โซลันกี้ต้องหล่นไปเป็นตัวเลือกดำดับที่ 3 ทำให้โอกาสในการลงสนามน้อยขึ้นไปอีก

ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้วโซลันกี้ได้ลงในเกมลีกไปถึง 21 นัด ถึงแม้ว่าจะเป็นในฐานะตัวสำรองซะส่วนใหญ่ก็ตาม ซึ่งพอเขาได้โอกาสลงสนามก็ทำผลงานได้ไม่ดีนัก และทำได้เพียงแค่ประตูเดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นเกมนัดสุดท้ายของเมื่อฤดูกาลที่แล้วที่ทีมเปิดรังแอนฟิลด์ถล่มไบรท์ตันไป 4-0 จากการลงสนามในทุกรายการถึง 27 นัดเลยทีเดียว ซึ่งเมื่อกลางปีที่แล้วโดมินิค โซลันกี้ถูกจับตามองเป็นอย่างมาก และถูกคาดว่าน่าจะเป็นการเซ็นต์สัญญาที่ยอดเยี่ยมของทางลิเวอร์พูลด้วยซ้ำ เพราะทีม “หงส์แดง” ไปเซ็นต์สัญญามาแบบฟรีๆ หลังตัวนักเตะหมดสัญญากับทางเชลซีพอดี ซึ่งช่วงนั้นโซลันกี้พึ่งทำผลงานได้อย่างสุดยอด และพาทีมชาติอังกฤษชุดอายุไม่เกิน 20 ปีคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกรุ่นยู 20 มาได้ด้วย ซึ่งเขาได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยม หรือว่าลูกบอลทองคำในทัวร์นาเม้นต์นั้นด้วย แต่ช่วงต้นฤดูกาลที่ผ่านมาเขายังไม่ได้รับโอกาสในการลงสนามแม้แต่นัดเดียว ทำให้อนาคตของเขากับสโมสร และในนามทีมชาติอังกฤษก็เริ่มที่จะเลือนลางลงไปเรื่อยๆ แล้ว ซึ่งต้องดูต่อไปจากนี้เขาจะได้รับโอกาสมากขึ้นหรือไม่ มิเช่นนั้นอาจจะต้องมีการย้ายทีมหลังจากจบฤดูกาลนี้

 

วิลล่า ท่าจะยาก

  ก่อนเริ่มฤดูกาลในศึกอีเอฟแอล แชมเปี้ยนชิปในฤดูกาลนี้ แอสตัน วิลล่า ทีมที่เคยเล่นในศึกพรีเมียร์ลีกมาตลอด ถือว่าเป็นตัวเต็งที่จะได้เลื่อนชั้นกลับไปเล่นในลีกสูงสุดอีกครั้ง หลังจากที่เมื่อฤดูกาลที่แล้วพวกเขาผิดหวังในรอบชิงชนะเลิศเพลย์ออฟที่พวกเขาไปแพ้ให้กับฟูแล่ม 0-1 ทำให้ชวดเลื่อนชั้นอย่างน่าเสียดาย ทำให้ฤดูกาลนี้สตีฟ บรูซ กุนซือของทีมมุ่งมั่นและตั้งเป้าว่าจะต้องเลื่อนชั้นให้ได้ ซึ่งทีม “สิงห์ผงาด” ทำได้ยอดเยี่ยมทีเดียวที่ยังเก็บแจ็ค กรีลิช กองกลางดาวรุ่งคนสำคัญไว้กับทีมได้ในฤดูกาลนี้ หลังจากที่มีท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์สให้ความสนใจที่จะคว้าตัวไปร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ซึ่งสโมสรตัดสินใจที่จะไม่ขาย และเก็บดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษชุดรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปีไว้ เพื่อลุ้นที่จะเลื่อนชั้นให้ได้ในฤดูกาลนี้ ซึ่งก่อนที่ฤดูกาลจะเริ่มขึ้นมีข่าวลือด้วยว่าจะมีการเปลี่ยนตัวผู้จัดการทีมจากสตีฟ บรูซมาเป็นเธียร์รี่ อองรี อดีตยอดกองหน้าของอาร์เซน่อล ที่ปัจจุบันทำงานเป็นมือขวาของโรแบร์โต้ มาร์ติเนซในทีมชาติเบลเยี่ยมอยู่ แต่สุดท้ายผู้บริหารของทีมก็เลือกที่จะหนุนหลังให้อดีตกองหลังของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดรายนี้คุมทีมต่อไป

ช่วง 2 นัดแรกของฤดูกาลแอสตัน วิลล่าทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมทีเดียว เมื่อสามารถเก็บชัยชนะได้ 2 นัดรวด โดยสามารถบุกเอาชนะฮัลล์ ซิตี้ได้ 3-1 และนัดต่อมาเล่นในวิลล่า ปาร์ค เบียดเอาชนะวีแกน แอตเลติกได้ 3-2 แต่ 3 นัดต่อมาในลีกพวกเขากลับไม่สามารถเก็บชัยชนะได้เลย โดยเป็นการทำได้แค่เสมอทั้ง 3 นัดกับทางอิปสวิช ทาวน์ เบรนต์ฟอร์ด และเรดดิ้ง ทำให้คะแนนของพวกเขาไม่ดีนัก และในนัดล่าสุดก็มาแพ้เป็นนัดแรกของฤดูกาลให้กับเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ดอย่างขาดลอย 1-4 ทำให้แอสตัน วิลล่ามีเพียง 9 คะแนนเท่านั้นจาก 6 นัดที่ผ่านมา และตกไปอยู่อันดับที่ 11 ของตารางในเวลานี้ โดยมีคะแนนเป็นรองลีดส์ ยูไนเต็ด และมิดเดิ้ลโบรท์ที่มีทีมละ 14 คะแนนถึง 5 แต้มด้วยกัน ซึ่งวิลล่ากำลังมีปัญหาในเกมรับเป็นอย่างยิ่ง เมื่อพวกเขาเสียประตูในทุกนัดที่ลงสนามในฤดูกาลนี้ ซึ่งเป็นเวลา 8 นัดติดต่อกันแล้ว ที่พวกเขาไม่สามารถเก็บคลีนชีตได้เลย ทำให้มีข่าวว่าสตีฟ บรูซพยายามจะไปเกลี้ยกล่อมจอห์น เทอร์รี่ อดีตปราการหลังจอมแกร่งของเชลซี ที่เล่นกับวิลล่าเมื่อฤดูกาลที่แล้วให้กลับมาช่วยทีมอีกครั้งในฤดูกาลนี้

แดนกลางของ “หงส์”

    อย่างที่แฟนบอลทุกคนทราบกันดีว่าฤดูกาลนี้ทีมลิเวอร์พูลของกุนซือเจอร์เก้น คล็อปป์ มีการเปลี่ยนแปลงทีมไปมากทีเดียว หลังจากที่ต้องอกหักพ่ายแพ้ให้กับเรอัล มาดริดในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว โดยมีการซื้อนักเตะใหม่เข้ามาแทนที่นักเตะเก่าที่ต้องเสียออกจากทีมไปด้วย โดยฤดูกาลนี้ลิเวอร์พูลมีการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งกองลางอย่างเห็นได้ชัด หลังจากที่ต้องเสียเอ็มเร่ ชาน กองกลางดีกรีทีมชาติเยอรมันออกจากทีมไปแบบไม่มีค่าตัว ซึ่งชานก็ไปเซ็นต์สัญญาร่วมทีมยูเวนตุสเรียบร้อยแล้ว ส่วนทางด้านลิเวอร์พูลก็ซื้อนักเตะเข้ามาแทนที่ในตำแหน่งกองกลางถึง 2 คน คือนาบี เกต้า กองกลางทีมชาติมาลีจากอาเบ ไลป์ซิก ซึ่งพวกเขาจองตัวมาร่วมปีเลยทีเดียว และอีกรายคือฟาบินโญ่ กองกลางสารพัดประโยชน์ชาวบราซิเลี่ยนจากโมนาโกนั่นเอง ซึ่งเขาเล่นได้ทั้งตำแหน่งแบ็คขวา ปราการหลังตัวกลาง รวมถึงกองกลางตัวตัดเกมด้วย

การเข้ามาของนักเตะใหม่ 2 คน ทำให้แดนกลางของลิเวอร์พูลอัดแน่นไปด้วยนักเตะเต็มไปหมด เนื่องจากนักเตะที่พวกเขามีอยู่ก่อนแล้วก็มากทีเดียว ทั้งเจมส์ มิลเนอร์ กองกลางตัวเก๋า จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม กองกลางดีกรีทีมชาติฮอลแลนด์ อดัม ลัลลาน่า กองกลางเชิงรุก รวมถึงจอร์แดน เฮนเดอร์สัน กองกลางกัปตันทีมด้วย และเซอร์ดาน ชากิรี่ ตัวรุกทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ ที่สามารถขยับมาเล่นเป็นกองกลางตัวรุกได้เช่นกัน หากในกรณีที่เจอร์เก้น คล็อปป์ ต้องการเล่นเกมรุกแบบเต็มสูบ ซึ่งทำให้กุนซือชาวเยอรมันมีทางเลือกให้ใช้งานมากทีเดียว

แต่ในช่วงต้นฤดูกาลที่ผ่านมาปรากฏว่าเจอร์เก้น คล็อปป์ กลับเจอ 3 ประสานในแดนกลางที่เล่นกันได้อย่างลงตัวตั้งแต่นัดแรกของฤดูกาลพรีเมียร์ลีกเลยทีเดียว โดยมีจอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม เป็นกองกลางตัวรับ ส่วนอีก 2 รายคือนาบี เกต้า ที่เล่นได้ทั้งรุกและรับ และวิ่งขึ้นลงได้ตลอดทั้งเกม ส่วนอีกคนที่เล่นได้อย่างโดดเด่นในวัย 32 ปีก็คือเจมส์ มิลเนอร์ นักเตะประสบการณ์สูง ที่เล่นได้อย่างโดดเด่น และมีความเข้าใจเกมสูง ทำให้ลิเวอร์พูลได้ประโยชน์จากตรงนี้ไปมากทีเดียว แต่ในนัดล่าสุดเจอร์เก้น คล็อปป์ มีการเปลี่ยนแปลงแดนกลาง โดยให้โอกาสจอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีมตัวจริงได้ลงสนามบ้าง ซึ่งผลสุดท้ายถึงแม้ว่าทีมจะเอาชนะได้ก็ตาม แต่โดยรวมแล้วถือว่ายังทำผลงานได้ไม่ดีเท่ากับนาบี เกต้าในช่วง 3 นัดแรก ซึ่งต่อไปคงต้องลุ้นว่าคล็อปป์จะเลือกจัดแดนกลางอย่างไรต่อไป

 

ผลงานที่เหลือเชื่อ

    หลังจากเปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีกมาได้ 4 นัด ตอนนี้เหลือแค่เพียง 3 ทีมเท่านั้นที่สามารถเก็บชัยชนะรวดได้ทั้งหมด ซึ่งได้แก่ลิเวอร์พูล เชลซี ซึ่ง 2 ทีมนี้ถือว่าเป็นทีมใหญ่ทำให้ไม่น่าแปลกใจอะไรนัก แต่อีกทีมหนึ่งก็คือวัตฟอร์ด ที่ตอนแรกพวกเขาเป็นเต็งลำดับต้นๆ ที่จะต้องเป็นทีมที่จะตกชั้นในฤดูกาลนี้ด้วยซ้ำ แต่หลังจากเปิดฤดูกาลมาได้ 1 เดือน ลูกทีมของฆาบี การ์เซีย กุนซือหนุ่มชาวสเปนที่เข้ามาทำงานเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ต่อจากมาร์โก ซิลวา กุนซือหนุ่มชาวโปรตุเกสที่ถูกไล่ออกไป ซึ่งช่วงปลายฤดูกาลที่แล้วพวกเขาก็เก็บคะแนนได้น้อยมากๆ แต่ยังดีที่ช่วงต้นฤดูกาลพวกเขาตุนคะแนนไว้เยอะ ทำให้รอดจากการตกชั้นได้ไม่ยาก ทำให้ในฤดูกาลนี้ไม่ค่อยมีใครเชื่อใจฝีมือการคุมทีมของกุนซือวัย 48 ปีซักเท่าไหร่ ซึ่งเขาเป็นตัวเต็งลำดับต้นๆ ด้วยซ้ำที่จะถูกไล่ออกจากตำหน่งผู้จัดการทีมเป็นคนแรกของพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้

แต่หลังจากผ่านไปได้ 4 นัด ทีม “แตนอาละวาด” กลับเก็บชัยชนะรวดได้ทั้ง 4 นัด ที่พวกเขาเอาชนะไบรท์ตันได้ 2-0 ต่อด้วยการบุกเอาชนะเบิร์นลี่ย์ได้ 3-1 และก็เอาชนะคริสตัล พาเลซได้อีก 2-1 ซึ่งนักวิเคราะห์ก็ยังไม่เชื่อมือของพวกเขาซักเท่าไหร่ แต่ในนัดล่าสุดวัตฟอร์ดสามารถเปิดรังวิคาเลจ โร๊ด เอาชนะท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ หนึ่งในทีมที่มีโอกาสลุ้นแชมป์ในฤดูกาลนี้ได้สำเร็จ 2-1 ซึ่งคงต้องยอมรับแล้วว่าวัตฟอร์ดทีมนี้ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ทั้งๆ ที่แทบไม่ได้มีการซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทีมเลยด้วยซ้ำ แถมยังเสียริชาร์ลิซอน ตัวรุกตัวเก่งชาวบราซิเลี่ยนไปให้กับเอฟเวอร์ตันด้วย แต่พวกเขาก็ยังสามารถทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ โดยเฉพาะกับนัดที่พวกเขาเอาชนะสเปอร์สได้สำเร็จ 2-1 ทั้งที่ตามหลังไปก่อน 0-1 ในช่วงต้นครึ่งหลังด้วย แต่ก็ยังมาได้ประตูจากทรอย ดีนี่ย์ กองหน้าร่างใหญ่ และเคร็ก แคธคาร์ธ กองหลังชาวไอร์แลนด์เหนือ อดีตนักเตะเยาวชนของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั่นเอง

ถึงแม้ว่าวัตฟอร์ดจะสามารถเอาชนะได้ 4 นัดรวดในพรีเมียร์ลีกก่อนที่จะพักเบรคให้กับทีมชาติได้ลงทำการแข่งขันกันบ้าง แต่ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะทำผลงานได้ดีแบบนี้ไปตลอด เพราะเมื่อฤดูกาลที่แล้วฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ ก็เคยเป็นทีมแบบนี้มาแล้ว แต่สุดท้ายพวกเขาก็ต้องตกไปอยู่ท้ายตารางเลยทีเดียว ซึ่งมันเป็นเรื่องของโมเมนตั้มด้วย โดยต้องดูว่าหลังจากเบรคทีมชาติมา แล้วต้องพบกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผลงานของพวกเขาจะเป็นอย่างไรกันบ้าง

 

สถานการณ์นายด่าน “ชุดขาว”

   สถานการณ์ในตำแหน่งผู้รักษาประตูมือ 1 ของทีมเรอัล มาดริดยังมีความคลุมเครือเป็นอย่างมาก และยังไม่มีความแน่ชัดออกมาจากปากจูเลน โลเปเตกี ผู้เป็นกุนซือของเรอัล มาดริดแต่อย่างใด ว่าเขาจะให้ใครรับบทบาทผู้รักษาประตูมือ 1 ของทีม “ราชันย์ชุดขาว” ในฤดูกาลนี้ หลังจากที่นัดล่าสุดที่เรอัล มาดริดเปิดรังซานติอาโก้ เบอร์นาเบวเอาชนะเลกาเนสไปได้ 4-1 อดีตกุนซือทีมชาติสเปนได้ทำการเปลี่ยนผู้รักษาประตูมือ 1 เป็นครั้งแรกของฤดูกาล จากเคย์ลอร์ นาบาส นายประตูมือ 1 ทีมชาติคอสตาริก้าที่อยู่กับทีมชุดแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 3 สมัยซ้อนมาเป็นธิบอต์ กูร์ตัวส์ ผู้รักษาประตูทีมชาติเบลเยี่ยมที่คว้ารางวัลผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมของศึกฟุตบอลโลกเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นนายประตูรายใหม่ที่สโมสรทุ่มเงินถึง 40 ล้านยูโรไปคว้าตัวมาจากเชลซี ทั้งที่สัญญาของตัวนักเตะเหลือเพียงแค่ 1 ปีเท่านั้น แต่ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสรของเรอัล มาดริดก็ยอมที่จะจ่ายเงินเพื่อคว้าตัวมาร่วมทีมในฤดูกาลนี้ทันที

ในศึกยูฟ่า ซุเปอร์ คัพ ซึ่งเป็นเกมแรกที่เรอัล มาดริดมีการแข่งขันอย่างเป็นทางการในฤดูกาลนี้ ที่พบกับแอตเลติโก มาดริดที่ประเทศเอสโตเนีย ซึ่งก็เป็นนัดแรกหลังจากที่นายประตูวัย 26 ปีย้ายจากเชลซีมาเรอัล มาดริดเช่นกัน ซึ่งเกมนั้นนาบาสได้ลงสนามเป็นตัวจริง ส่วนกูร์ตัวส์นั้นไม่มีชื่ออยู่ในทีมเลยด้วยซ้ำ เนื่องจากยังไม่พร้อมลงสนามหลังจากย้ายทีมมาได้ไม่กี่วันเท่านั้น ส่วนนัดแรกของฤดูกาลที่เรอัล มาดริดทำศึกมาดริด ดาร์บี้พบกับเกตาเฟ่ จูเลน โลเปเตกี ก็ยังเลือกให้เคย์ลอร์ นาบาส ลงเฝ้าเสา และในเกมที่เรอัล มาดริดบุกไปเอาชนะคิโรน่าได้ 4-1 ก็เช่นกันที่นายประตูวัย 31 ปีลงทำหน้าที่เฝ้าเสาต่อไป ซึ่งทั้ง 3 นัด อดีตนายประตูของทีมเลบานเต้ก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และไม่มีความผิดพลาดให้เห็นแต่อย่างใด

แต่ในนัดล่าสุดที่เรอัล มาดริดเปิดรังถล่มเลกาเนสไป 4-1 จูเลน โลเปเตกี กลับให้โอกาสธิบอต์ กูร์ตัวส์ได้ลงสนามเป็นตัวจริงบ้าง ซึ่งก็ทำหน้าที่ได้ตามปกติ และไม่ได้มีจังหวะเซฟอะไรมากมาย ส่วนประตูที่เสียก็มาจากจุดโทษนั่นเอง ทำให้ตอนนี้แฟนบอลต่างไม่แน่ใจว่าอดีตกุนซือของเอฟซี ปอร์โต้ และทีมชาติสเปนวางใครไว้เป็นมือ 1 ของเรอัล มาดริดในฤดูกาลนี้หรือไม่ หรืออาจจะให้สลับกันลงสนามแบบนี้ต่อไปก็เป็นได้ แต่จะดีหรือไม่นั้นคงต้องมาดูผลที่ตามมากันอีกที