มังกรน้อย

  ทีมชาติเวลส์ที่หลังจากหมดยุคของกุนซือคริส โคลแมน กุนซือที่พาทีมชาติเวลส์ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2016 ที่ประเทศฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพเมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งพวกเขาผ่านเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ แต่ก็ไปพ่ายให้กับทีมชาติโปรตุเกสที่มีคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยอดดาวเตะระดับโลกเสียก่อน และหลังจากจบทัวร์นาเม้นต์นั้น คริส โคลแมนก็เลือกที่จะย้ายไปคุมทีมซันเดอร์แลนด์ ที่อยู่ในลีกแชมเปี้ยนชิปในเวลานั้นแทน ทำให้เวลส์ต้องมาตั้งไรอัน กิ๊กส์ อดีตยอดปีกของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเข้ามาคุมทีมแทน ซึ่งกิ๊กส์ในวัย 44 ปียังไม่มีประสบการณ์ในการคุมทีมอย่างเป็นทางการเลยด้วยซ้ำ แต่สมาคมฟุตบอลของเวลส์ก็กล้าที่จะให้โอกาสกุนซือหน้าใหม่วัย 44 ปีได้ทำหน้าที่

การเข้ามาของไรอัน กิ๊กส์ ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการเรียกตัวผู้เล่นทันที เมื่อตำนานของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดผู้นี้ให้ความสำคัญกับการเรียกดาวรุ่งเข้ามาติดทีมเป็นอย่างมาก เพื่อเป็นการให้โอกาสนักเตะหน้าใหม่ด้วย ซึ่งมีนักเตะหน้าใหม่ที่ก้าวขึ้นมาติดทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในยุคการคุมทีมของไรอัน กิ๊กส์หลายรายทีเดียว และทำผลงานได้ดีเสียด้วย อย่างในการแข่งขันฟุตบอลยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกล่าสุดที่พวกเขาเปิดบ้านยำใหญ่ใส่ทีมชาติไอร์แลนด์ของมาร์ติน โอนิลไปได้ถึง 4-1 ก็มีการใช้นักเตะดาวรุ่งหลายรายทีเดียว ซึ่งดาวรุ่งที่โดดเด่นมากๆ ของทีมชาติเวลส์ในวันนั้นก็คืออีธาน อัมปาดู ดาวรุ่งหัวฟูวัยเพียง 17 ปีจากสโมสรเชลซี ทที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่น และสามารถแอสซิสต์ให้เพื่อนทำประตูได้ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้นยุคใหม่ของทีมชาติเวลส์ได้อย่างน่าประทับใจทีเดียว เพราะทีมชาติไอร์แลนด์ในยุคของมาร์ติน โอนิลนั้นไม่ใช่ว่าจะเป็นทีมที่เอาชนะกันได้ง่ายๆ เลย แต่ทีม “มังกรน้อย” ทีมนี้กลับทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยมีแกเร็ธ เบล ดาวเตะจากเรอัล มาดริดเป็นหัวโจกในแนวรุก ส่วนแนวรับก็จะมีแอชลี่ย์ วิลเลี่ยม กองหลังตัวเก๋าที่เป็นกัปตันทีมชุดนี้เป็นแกนหลัก และแดนกลางก็มีอารอน แรมซี่ย์ เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันแนวรับของคู่แข่ง ซึ่งถือว่าดูดีมีอนาคตทีเดียวสำหรับทีมชาติเวลส์ชุดนี้ ซึ่งเกมที่พวกเขาถล่มทีมชาติไอร์แลนด์นั้นเล่นได้เข้าตามากๆ และครองเกมบุกใส่ทีม “ยักษ์เขียว” ได้ตลอดทั้งเกมเลยด้วย ถือว่าน่าติดทีมมากสำหรับดาวรุ่งของเวลส์ชุดนี้

อนาคตของโซลันกี้

    อนาคตเริ่มจะไม่สดใสเสียแล้วสำหรับโดมินิค โซลันกี้ กองหน้าดาวรุ่งของลิเวอร์พูล ที่อยู่ในถิ่นแอนฟิลด์ฤดูกาลนี้เป็นฤดูกาลที่ 2 แล้ว แต่เขายังไม่ได้รับโอกาสในการลงสนามอย่างเต็มที่เลย และตั้งแต่ย้ายมาเขาก็พึ่งทำประตูให้กับทีมได้เพียงแค่ประตูเดียวเท่านั้นเมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่ฤดูกาลนี้เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันยังไม่ได้ให้โอกาสเขาลงสนามแม้แต่นัดเดียวในฤดูกาลนี้ โดยมีเพียงเกมช่วงพรีซีซั่นเท่านั้นที่เขาได้โอกาสลงสนามบ่อย แต่พอเริ่มฤดูกาลจริงก็เป็นเพียงแค่ตัวสำรองเท่านั้น และบางเกมก็ไม่มีชื่อบนม้านั่งสำรองด้วยซ้ำ ซึ่งตอนนี้โดมินิค โซลันกี้ กองหน้าวัย 20 ปีต้องกลายเป็นกองหน้าตัวเป้าลำดับที่ 3 ของทีม ต่อจากโรแบร์โ ฟิร์มิโน่ กองหน้าทีมชาติบราซิลที่เป็นตัวแรก และตัวเลือกอันดับที่ 2 ก็คือดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ ที่ตอนแรกเกือบจะถูกปล่อยออกจากทีมแล้วด้วยซ้ำ แต่ว่าไปโชว์ฟอร์มดีในช่วงพรีซีซั่น ทำให้กุนซือชาวเยอรมันตัดสินใจเก็บไว้ใช้งานต่อ ทำให้โซลันกี้ต้องหล่นไปเป็นตัวเลือกดำดับที่ 3 ทำให้โอกาสในการลงสนามน้อยขึ้นไปอีก

ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้วโซลันกี้ได้ลงในเกมลีกไปถึง 21 นัด ถึงแม้ว่าจะเป็นในฐานะตัวสำรองซะส่วนใหญ่ก็ตาม ซึ่งพอเขาได้โอกาสลงสนามก็ทำผลงานได้ไม่ดีนัก และทำได้เพียงแค่ประตูเดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นเกมนัดสุดท้ายของเมื่อฤดูกาลที่แล้วที่ทีมเปิดรังแอนฟิลด์ถล่มไบรท์ตันไป 4-0 จากการลงสนามในทุกรายการถึง 27 นัดเลยทีเดียว ซึ่งเมื่อกลางปีที่แล้วโดมินิค โซลันกี้ถูกจับตามองเป็นอย่างมาก และถูกคาดว่าน่าจะเป็นการเซ็นต์สัญญาที่ยอดเยี่ยมของทางลิเวอร์พูลด้วยซ้ำ เพราะทีม “หงส์แดง” ไปเซ็นต์สัญญามาแบบฟรีๆ หลังตัวนักเตะหมดสัญญากับทางเชลซีพอดี ซึ่งช่วงนั้นโซลันกี้พึ่งทำผลงานได้อย่างสุดยอด และพาทีมชาติอังกฤษชุดอายุไม่เกิน 20 ปีคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกรุ่นยู 20 มาได้ด้วย ซึ่งเขาได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยม หรือว่าลูกบอลทองคำในทัวร์นาเม้นต์นั้นด้วย แต่ช่วงต้นฤดูกาลที่ผ่านมาเขายังไม่ได้รับโอกาสในการลงสนามแม้แต่นัดเดียว ทำให้อนาคตของเขากับสโมสร และในนามทีมชาติอังกฤษก็เริ่มที่จะเลือนลางลงไปเรื่อยๆ แล้ว ซึ่งต้องดูต่อไปจากนี้เขาจะได้รับโอกาสมากขึ้นหรือไม่ มิเช่นนั้นอาจจะต้องมีการย้ายทีมหลังจากจบฤดูกาลนี้

 

วิลล่า ท่าจะยาก

  ก่อนเริ่มฤดูกาลในศึกอีเอฟแอล แชมเปี้ยนชิปในฤดูกาลนี้ แอสตัน วิลล่า ทีมที่เคยเล่นในศึกพรีเมียร์ลีกมาตลอด ถือว่าเป็นตัวเต็งที่จะได้เลื่อนชั้นกลับไปเล่นในลีกสูงสุดอีกครั้ง หลังจากที่เมื่อฤดูกาลที่แล้วพวกเขาผิดหวังในรอบชิงชนะเลิศเพลย์ออฟที่พวกเขาไปแพ้ให้กับฟูแล่ม 0-1 ทำให้ชวดเลื่อนชั้นอย่างน่าเสียดาย ทำให้ฤดูกาลนี้สตีฟ บรูซ กุนซือของทีมมุ่งมั่นและตั้งเป้าว่าจะต้องเลื่อนชั้นให้ได้ ซึ่งทีม “สิงห์ผงาด” ทำได้ยอดเยี่ยมทีเดียวที่ยังเก็บแจ็ค กรีลิช กองกลางดาวรุ่งคนสำคัญไว้กับทีมได้ในฤดูกาลนี้ หลังจากที่มีท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์สให้ความสนใจที่จะคว้าตัวไปร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ซึ่งสโมสรตัดสินใจที่จะไม่ขาย และเก็บดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษชุดรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปีไว้ เพื่อลุ้นที่จะเลื่อนชั้นให้ได้ในฤดูกาลนี้ ซึ่งก่อนที่ฤดูกาลจะเริ่มขึ้นมีข่าวลือด้วยว่าจะมีการเปลี่ยนตัวผู้จัดการทีมจากสตีฟ บรูซมาเป็นเธียร์รี่ อองรี อดีตยอดกองหน้าของอาร์เซน่อล ที่ปัจจุบันทำงานเป็นมือขวาของโรแบร์โต้ มาร์ติเนซในทีมชาติเบลเยี่ยมอยู่ แต่สุดท้ายผู้บริหารของทีมก็เลือกที่จะหนุนหลังให้อดีตกองหลังของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดรายนี้คุมทีมต่อไป

ช่วง 2 นัดแรกของฤดูกาลแอสตัน วิลล่าทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมทีเดียว เมื่อสามารถเก็บชัยชนะได้ 2 นัดรวด โดยสามารถบุกเอาชนะฮัลล์ ซิตี้ได้ 3-1 และนัดต่อมาเล่นในวิลล่า ปาร์ค เบียดเอาชนะวีแกน แอตเลติกได้ 3-2 แต่ 3 นัดต่อมาในลีกพวกเขากลับไม่สามารถเก็บชัยชนะได้เลย โดยเป็นการทำได้แค่เสมอทั้ง 3 นัดกับทางอิปสวิช ทาวน์ เบรนต์ฟอร์ด และเรดดิ้ง ทำให้คะแนนของพวกเขาไม่ดีนัก และในนัดล่าสุดก็มาแพ้เป็นนัดแรกของฤดูกาลให้กับเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ดอย่างขาดลอย 1-4 ทำให้แอสตัน วิลล่ามีเพียง 9 คะแนนเท่านั้นจาก 6 นัดที่ผ่านมา และตกไปอยู่อันดับที่ 11 ของตารางในเวลานี้ โดยมีคะแนนเป็นรองลีดส์ ยูไนเต็ด และมิดเดิ้ลโบรท์ที่มีทีมละ 14 คะแนนถึง 5 แต้มด้วยกัน ซึ่งวิลล่ากำลังมีปัญหาในเกมรับเป็นอย่างยิ่ง เมื่อพวกเขาเสียประตูในทุกนัดที่ลงสนามในฤดูกาลนี้ ซึ่งเป็นเวลา 8 นัดติดต่อกันแล้ว ที่พวกเขาไม่สามารถเก็บคลีนชีตได้เลย ทำให้มีข่าวว่าสตีฟ บรูซพยายามจะไปเกลี้ยกล่อมจอห์น เทอร์รี่ อดีตปราการหลังจอมแกร่งของเชลซี ที่เล่นกับวิลล่าเมื่อฤดูกาลที่แล้วให้กลับมาช่วยทีมอีกครั้งในฤดูกาลนี้

แดนกลางของ “หงส์”

    อย่างที่แฟนบอลทุกคนทราบกันดีว่าฤดูกาลนี้ทีมลิเวอร์พูลของกุนซือเจอร์เก้น คล็อปป์ มีการเปลี่ยนแปลงทีมไปมากทีเดียว หลังจากที่ต้องอกหักพ่ายแพ้ให้กับเรอัล มาดริดในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว โดยมีการซื้อนักเตะใหม่เข้ามาแทนที่นักเตะเก่าที่ต้องเสียออกจากทีมไปด้วย โดยฤดูกาลนี้ลิเวอร์พูลมีการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งกองลางอย่างเห็นได้ชัด หลังจากที่ต้องเสียเอ็มเร่ ชาน กองกลางดีกรีทีมชาติเยอรมันออกจากทีมไปแบบไม่มีค่าตัว ซึ่งชานก็ไปเซ็นต์สัญญาร่วมทีมยูเวนตุสเรียบร้อยแล้ว ส่วนทางด้านลิเวอร์พูลก็ซื้อนักเตะเข้ามาแทนที่ในตำแหน่งกองกลางถึง 2 คน คือนาบี เกต้า กองกลางทีมชาติมาลีจากอาเบ ไลป์ซิก ซึ่งพวกเขาจองตัวมาร่วมปีเลยทีเดียว และอีกรายคือฟาบินโญ่ กองกลางสารพัดประโยชน์ชาวบราซิเลี่ยนจากโมนาโกนั่นเอง ซึ่งเขาเล่นได้ทั้งตำแหน่งแบ็คขวา ปราการหลังตัวกลาง รวมถึงกองกลางตัวตัดเกมด้วย

การเข้ามาของนักเตะใหม่ 2 คน ทำให้แดนกลางของลิเวอร์พูลอัดแน่นไปด้วยนักเตะเต็มไปหมด เนื่องจากนักเตะที่พวกเขามีอยู่ก่อนแล้วก็มากทีเดียว ทั้งเจมส์ มิลเนอร์ กองกลางตัวเก๋า จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม กองกลางดีกรีทีมชาติฮอลแลนด์ อดัม ลัลลาน่า กองกลางเชิงรุก รวมถึงจอร์แดน เฮนเดอร์สัน กองกลางกัปตันทีมด้วย และเซอร์ดาน ชากิรี่ ตัวรุกทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ ที่สามารถขยับมาเล่นเป็นกองกลางตัวรุกได้เช่นกัน หากในกรณีที่เจอร์เก้น คล็อปป์ ต้องการเล่นเกมรุกแบบเต็มสูบ ซึ่งทำให้กุนซือชาวเยอรมันมีทางเลือกให้ใช้งานมากทีเดียว

แต่ในช่วงต้นฤดูกาลที่ผ่านมาปรากฏว่าเจอร์เก้น คล็อปป์ กลับเจอ 3 ประสานในแดนกลางที่เล่นกันได้อย่างลงตัวตั้งแต่นัดแรกของฤดูกาลพรีเมียร์ลีกเลยทีเดียว โดยมีจอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม เป็นกองกลางตัวรับ ส่วนอีก 2 รายคือนาบี เกต้า ที่เล่นได้ทั้งรุกและรับ และวิ่งขึ้นลงได้ตลอดทั้งเกม ส่วนอีกคนที่เล่นได้อย่างโดดเด่นในวัย 32 ปีก็คือเจมส์ มิลเนอร์ นักเตะประสบการณ์สูง ที่เล่นได้อย่างโดดเด่น และมีความเข้าใจเกมสูง ทำให้ลิเวอร์พูลได้ประโยชน์จากตรงนี้ไปมากทีเดียว แต่ในนัดล่าสุดเจอร์เก้น คล็อปป์ มีการเปลี่ยนแปลงแดนกลาง โดยให้โอกาสจอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีมตัวจริงได้ลงสนามบ้าง ซึ่งผลสุดท้ายถึงแม้ว่าทีมจะเอาชนะได้ก็ตาม แต่โดยรวมแล้วถือว่ายังทำผลงานได้ไม่ดีเท่ากับนาบี เกต้าในช่วง 3 นัดแรก ซึ่งต่อไปคงต้องลุ้นว่าคล็อปป์จะเลือกจัดแดนกลางอย่างไรต่อไป

 

ผลงานที่เหลือเชื่อ

    หลังจากเปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีกมาได้ 4 นัด ตอนนี้เหลือแค่เพียง 3 ทีมเท่านั้นที่สามารถเก็บชัยชนะรวดได้ทั้งหมด ซึ่งได้แก่ลิเวอร์พูล เชลซี ซึ่ง 2 ทีมนี้ถือว่าเป็นทีมใหญ่ทำให้ไม่น่าแปลกใจอะไรนัก แต่อีกทีมหนึ่งก็คือวัตฟอร์ด ที่ตอนแรกพวกเขาเป็นเต็งลำดับต้นๆ ที่จะต้องเป็นทีมที่จะตกชั้นในฤดูกาลนี้ด้วยซ้ำ แต่หลังจากเปิดฤดูกาลมาได้ 1 เดือน ลูกทีมของฆาบี การ์เซีย กุนซือหนุ่มชาวสเปนที่เข้ามาทำงานเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ต่อจากมาร์โก ซิลวา กุนซือหนุ่มชาวโปรตุเกสที่ถูกไล่ออกไป ซึ่งช่วงปลายฤดูกาลที่แล้วพวกเขาก็เก็บคะแนนได้น้อยมากๆ แต่ยังดีที่ช่วงต้นฤดูกาลพวกเขาตุนคะแนนไว้เยอะ ทำให้รอดจากการตกชั้นได้ไม่ยาก ทำให้ในฤดูกาลนี้ไม่ค่อยมีใครเชื่อใจฝีมือการคุมทีมของกุนซือวัย 48 ปีซักเท่าไหร่ ซึ่งเขาเป็นตัวเต็งลำดับต้นๆ ด้วยซ้ำที่จะถูกไล่ออกจากตำหน่งผู้จัดการทีมเป็นคนแรกของพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้

แต่หลังจากผ่านไปได้ 4 นัด ทีม “แตนอาละวาด” กลับเก็บชัยชนะรวดได้ทั้ง 4 นัด ที่พวกเขาเอาชนะไบรท์ตันได้ 2-0 ต่อด้วยการบุกเอาชนะเบิร์นลี่ย์ได้ 3-1 และก็เอาชนะคริสตัล พาเลซได้อีก 2-1 ซึ่งนักวิเคราะห์ก็ยังไม่เชื่อมือของพวกเขาซักเท่าไหร่ แต่ในนัดล่าสุดวัตฟอร์ดสามารถเปิดรังวิคาเลจ โร๊ด เอาชนะท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ หนึ่งในทีมที่มีโอกาสลุ้นแชมป์ในฤดูกาลนี้ได้สำเร็จ 2-1 ซึ่งคงต้องยอมรับแล้วว่าวัตฟอร์ดทีมนี้ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ทั้งๆ ที่แทบไม่ได้มีการซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทีมเลยด้วยซ้ำ แถมยังเสียริชาร์ลิซอน ตัวรุกตัวเก่งชาวบราซิเลี่ยนไปให้กับเอฟเวอร์ตันด้วย แต่พวกเขาก็ยังสามารถทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ โดยเฉพาะกับนัดที่พวกเขาเอาชนะสเปอร์สได้สำเร็จ 2-1 ทั้งที่ตามหลังไปก่อน 0-1 ในช่วงต้นครึ่งหลังด้วย แต่ก็ยังมาได้ประตูจากทรอย ดีนี่ย์ กองหน้าร่างใหญ่ และเคร็ก แคธคาร์ธ กองหลังชาวไอร์แลนด์เหนือ อดีตนักเตะเยาวชนของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั่นเอง

ถึงแม้ว่าวัตฟอร์ดจะสามารถเอาชนะได้ 4 นัดรวดในพรีเมียร์ลีกก่อนที่จะพักเบรคให้กับทีมชาติได้ลงทำการแข่งขันกันบ้าง แต่ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะทำผลงานได้ดีแบบนี้ไปตลอด เพราะเมื่อฤดูกาลที่แล้วฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ ก็เคยเป็นทีมแบบนี้มาแล้ว แต่สุดท้ายพวกเขาก็ต้องตกไปอยู่ท้ายตารางเลยทีเดียว ซึ่งมันเป็นเรื่องของโมเมนตั้มด้วย โดยต้องดูว่าหลังจากเบรคทีมชาติมา แล้วต้องพบกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผลงานของพวกเขาจะเป็นอย่างไรกันบ้าง

 

สถานการณ์นายด่าน “ชุดขาว”

   สถานการณ์ในตำแหน่งผู้รักษาประตูมือ 1 ของทีมเรอัล มาดริดยังมีความคลุมเครือเป็นอย่างมาก และยังไม่มีความแน่ชัดออกมาจากปากจูเลน โลเปเตกี ผู้เป็นกุนซือของเรอัล มาดริดแต่อย่างใด ว่าเขาจะให้ใครรับบทบาทผู้รักษาประตูมือ 1 ของทีม “ราชันย์ชุดขาว” ในฤดูกาลนี้ หลังจากที่นัดล่าสุดที่เรอัล มาดริดเปิดรังซานติอาโก้ เบอร์นาเบวเอาชนะเลกาเนสไปได้ 4-1 อดีตกุนซือทีมชาติสเปนได้ทำการเปลี่ยนผู้รักษาประตูมือ 1 เป็นครั้งแรกของฤดูกาล จากเคย์ลอร์ นาบาส นายประตูมือ 1 ทีมชาติคอสตาริก้าที่อยู่กับทีมชุดแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 3 สมัยซ้อนมาเป็นธิบอต์ กูร์ตัวส์ ผู้รักษาประตูทีมชาติเบลเยี่ยมที่คว้ารางวัลผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมของศึกฟุตบอลโลกเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นนายประตูรายใหม่ที่สโมสรทุ่มเงินถึง 40 ล้านยูโรไปคว้าตัวมาจากเชลซี ทั้งที่สัญญาของตัวนักเตะเหลือเพียงแค่ 1 ปีเท่านั้น แต่ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสรของเรอัล มาดริดก็ยอมที่จะจ่ายเงินเพื่อคว้าตัวมาร่วมทีมในฤดูกาลนี้ทันที

ในศึกยูฟ่า ซุเปอร์ คัพ ซึ่งเป็นเกมแรกที่เรอัล มาดริดมีการแข่งขันอย่างเป็นทางการในฤดูกาลนี้ ที่พบกับแอตเลติโก มาดริดที่ประเทศเอสโตเนีย ซึ่งก็เป็นนัดแรกหลังจากที่นายประตูวัย 26 ปีย้ายจากเชลซีมาเรอัล มาดริดเช่นกัน ซึ่งเกมนั้นนาบาสได้ลงสนามเป็นตัวจริง ส่วนกูร์ตัวส์นั้นไม่มีชื่ออยู่ในทีมเลยด้วยซ้ำ เนื่องจากยังไม่พร้อมลงสนามหลังจากย้ายทีมมาได้ไม่กี่วันเท่านั้น ส่วนนัดแรกของฤดูกาลที่เรอัล มาดริดทำศึกมาดริด ดาร์บี้พบกับเกตาเฟ่ จูเลน โลเปเตกี ก็ยังเลือกให้เคย์ลอร์ นาบาส ลงเฝ้าเสา และในเกมที่เรอัล มาดริดบุกไปเอาชนะคิโรน่าได้ 4-1 ก็เช่นกันที่นายประตูวัย 31 ปีลงทำหน้าที่เฝ้าเสาต่อไป ซึ่งทั้ง 3 นัด อดีตนายประตูของทีมเลบานเต้ก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และไม่มีความผิดพลาดให้เห็นแต่อย่างใด

แต่ในนัดล่าสุดที่เรอัล มาดริดเปิดรังถล่มเลกาเนสไป 4-1 จูเลน โลเปเตกี กลับให้โอกาสธิบอต์ กูร์ตัวส์ได้ลงสนามเป็นตัวจริงบ้าง ซึ่งก็ทำหน้าที่ได้ตามปกติ และไม่ได้มีจังหวะเซฟอะไรมากมาย ส่วนประตูที่เสียก็มาจากจุดโทษนั่นเอง ทำให้ตอนนี้แฟนบอลต่างไม่แน่ใจว่าอดีตกุนซือของเอฟซี ปอร์โต้ และทีมชาติสเปนวางใครไว้เป็นมือ 1 ของเรอัล มาดริดในฤดูกาลนี้หรือไม่ หรืออาจจะให้สลับกันลงสนามแบบนี้ต่อไปก็เป็นได้ แต่จะดีหรือไม่นั้นคงต้องมาดูผลที่ตามมากันอีกที

3 ประสานสุดโหด

    หากว่าแฟนฟุตบอลจะนึกถึง 3 ประสานในแดนหน้าที่สุดยอด และทำประตูได้อย่างถล่มทลายในแต่ละฤดูกาล แฟนบอลคงจะนึกไปถึง 3 ประสาน MSN ของบาร์เซโลน่าในยุคหนึ่ง ที่มีลิโอเนล เมสซี่ ยอดดาวเตะชาวอาร์เจนไตน์ หลุยส์ ซัวเรซ กองหน้าจอมตุกติกทีมชาติอุรุกวัย และเนย์มาร์ กองหน้าจอมลีลา ที่เล่นกันได้อย่างเข้าขาลงตัวในแดนหน้าของบาร์เซโลน่า โดยได้เล่นด้วยกันประมาณ 3 ฤดูกาล ก่อนที่จะทีมแตกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว หลังจากที่ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ทีมเศรษฐีจากฝรั่งเศสมาทุ่มฉีกสัญญาคว้าตัวเนย์มาร์ไปร่วมทีม หรืออีก 3 ประสานที่ก็ขึ้นชื่อเรื่องการทำประตูเช่นกันก็คือ 3 ประสาน BBC ของเรอัล มาดริดนั่นเอง ที่มีคาริม เบนเซม่า กองหน้าร่างตันชาวฝรั่งเศส แกเร็ธ เบล ยอดตัวรุกทีมชาติเวลส์ และคริสเตียโน่ โรนัลโด้ เครื่องจักรถล่มประตูชาวโปรตุกีส ที่ได้โอกาสลงสนามพร้อมกันไม่ค่อยบ่อยนัก เนื่องจากแกเร็ธ เบลนั้นมักมีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนอยู่ตลอด แต่ก็ถือว่าทำประตูรวมกันได้เยอะเช่นกัน

โดยในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 3 ประสานที่กล่าวมาของทั้ง 2 ทีมนั้นถือว่าร่วมกันทำประตูได้เป็นกอบเป็นกำทีเดียว โดย 3 ประสานของบาร์เซโลน่าที่ทำประตูรวมกันได้เยอะที่สุดคือในฤดูกาล 2014-2015 ที่ทำประตูรวมกันไป 27 ประตู โดยแบ่งเป็นลิโอเนล เมสซี่ที่ทำไป 10 ประตูกับอีก 5 แอสซิสต์ เนย์มาร์อีก 10 ประตู และหลุยส์ ซัวเรซอีก 7 ประตูกับอีก 3 แอสซิสต์ ซึ่งถือว่าก็เยอะมากทีเดียวกับ 1 ฤดูกาลในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งฤดูกาลนั้นบาร์เซโลน่าสามารถคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกมาครองได้สำเร็จด้วย ส่วน 3 ประสาน BBC ของเรอัล มาดริดมีฤดูกาลที่ดีในศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก ก็คือเมื่อฤดูกาล 2013-2014 ที่มีโรนัลโด้ทำไป 17 ประตู แกเร็ธ เบลอีก 6 ประตู และคาริม เบนเซม่าอีก 5 ประตู ซึ่งรวมกันทั้งหมดคือ 28 ประตู

แต่สถิติเหล่านั้นไม่ใช่สถิติที่ทำประตูรวมกัน 3 คนมากที่สุดแต่อย่างใด แต่เป็น 3 ประสานของลิเวอร์พูลเมื่อฤดูกาลที่แล้วต่างหาก เมื่อโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ และซาดิโอ มาเน่ ต่างทำได้คนละ 10 ประตู ทำให้รวมกันเป็น 30 ประตู ซึ่งมากที่สุดในจำนวน 3 ประสานที่กล่าวมาด้วย แถมยังมีค่าเฉลี่ยในการทำประตูที่เท่ากันด้วย ซึ่งถือว่าเป็น 3 ประสานในแดนหน้าที่ลงตัวมากที่สุดชุดหนึ่งในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้วเลยทีเดียว ซึ่งฤดูกาลนี้ต้องมาดูว่าจะมี 3 ประสานจากทีมไหนที่มาแรง

นัดชิงฟุตบอลยุโรป

    ในการแข่งขันฟุตบอลยุโรปในแต่ละฤดูกาลจะมีการประกาศสถานที่ในการจัดนัดชิงชนะเลิศในแต่ละฤดูกาลที่แตกต่างกันไป ซึ่งทั้งศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และศึกยูโรป้า ลีกก็จะมีการประกาศสนามที่จะใช้ในนัดชิงชนะเลิศออกมาไว้ก่อนแล้ว หลังจากที่เมื่อฤดูกาลที่แล้วได้ใช้สนามจากประเทศยูเครน และในฝรั่งเศสในการจัดรอบชิงชนะเลิศของ 2 รายการนี้ ซึ่งแชมป์นั้นก็ตกเป็นของทีมจากสเปนทั้ง 2 รายการอีกครั้ง โดยเป็น 2 ทีมจากเมืองมาดริดอย่างเรอัล มาดริด และแอตเลติโก มาดริดที่สามารถคว้าแชมป์ไปครองได้สำเร็จ ซึ่งฤดูกาลนี้สถานที่จัดการแข่งขันในนัดชิงชนะเลิสก็ได้ประกาศออกมาแล้วด้วย

เมื่อฤดูกาลที่แล้วนัดชิงชนะเลิศของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกนั้นได้ถูกจัดขึ้นที่สนามโอลิมปิก สเตเดี้ยมในกรุงเคียฟ โดยเป็นการพบกันระหว่างลิเวอร์พูล ที่ผ่านเข้ามาถึงรอบชิงชนะเลิศได้ด้วยการเอาชนะโรม่ามาได้ในรอบรองชนะเลิศ โดยต้องเข้ามาพบกับเรอัล มาดริด ที่สามารถเฉือนเอาชนะบาเยิร์น มิวนิคมาได้ในช่วงต่อเวลาพิเศษของรอบรองชนะเลิศ ซึ่งผลสุดท้ายนั้นเป็นทางทีม “ราชันย์ชุดขาว” ที่สามารถเอาชนะไปได้ 3-1 และคว้าแชมป์เป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกันได้สำเร็จ ซึ่งในฤดูกาลนี้นั้นนัดชิงชนะเลิศในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกประจำฤดูกาล 2018-2019 จะแข่งกันที่ว่านต๋า เมโทรโปลิตาโน่ สนามเหย้าแห่งใหม่ของแอตเลติโก มาดริดนั่นเอง

ส่วนศึกยูโรป้า ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้วนั้นได้แข่งกันที่ปาร์ค โอลิมปิก ลียง หรืออีกชื่อหนึ่งก็คือกรูปาม่า สเตเดี้ยมนั่นเอง ซึ่งก็เป็นสนามเหย้าของทีมโอลิมปิก ลียงในประเทศฝรั่ง ซึ่งสามารถจุผู้ชมได้ถึงเกือบ 60,000 คนเลยทีเดียว โดยเมื่อฤดูกาลที่แล้วนั้นเป็นทางแอตเลติโก มาดริดที่เข้าชิงชนะเลิศด้วยการเฉือนเอาชนะอาร์เซน่อลมาได้ด้วยสกอร์รวม 2-1 โดยพบกับโอลิมปิก มาร์กเซย ทีมแกร่งจากประเทศฝรั่งเศสนั่นเอง ที่สามารถเอาชนเรด บูลส์ ซัลบวร์ก ทีมแกร่งจากประเทศออสเตรียมาได้สำเร็จในช่วงต่อเวลาพิเศษในนัดที่ 2 แต่นัดชิงชนะเลิศปีที่แล้วดันกร่อยไปหน่อย เมื่อเป็นทีมตราหมีที่บดขยี้เข้าใส่อยู่ฝ่ายเดียว และเอาชนะไปได้อย่างขาดลอย 3-0 และคว้าแชมป์ไปครองได้สำเร็จ ส่วนในฤดูกาลนี้นั้นสถานที่ในการจัดนัดชิงชนะเลิศศึกฟุตบอลยูโรป้า ลีกก็คือโอลิมปิก สเตเดี้ยม ในกรุงบากูประเทศอาร์เซอร์ไบจานนั่นเอง  ซึ่งอาจจะมีทีมดังอย่างเชลซี หรืออาร์เซน่อลหลุดเข้ามาในนัดชิงชนะเลิศฤดูกาลนี้ก็ได้

 

กลุ่มดีที่ถูกมองข้าม

  ในคืนวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมาตามเวลาประเทศไทยคือประมาณ 5 ทุ่มได้มีการจับสลากแบ่งสายฟุตบอลในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งแต่ละทีมก็ได้มีการอยู่ในสายอ่อน หรือสายแข็งแตกต่างกันไป โดยส่วนใหญ่ผลที่อออกมาถือว่ามีสายแข็งหลายกลุ่มทีเดียว ซึ่งถูกมองว่ามีทีมที่โอกาสเข้ารอบได้ถึง 3 ทีมเป็นอย่างน้อย ทั้งกลุ่มของบาร์เซโลน่า ที่มีทั้งท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ พีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น และอินเตอร์ มิลานอยู่ในกลุ่ม หรืออย่างกลุ่มของปารีส แซงต์ แชร์กแมงที่มีนาโปลี และลิเวอร์พูลเป็นเพื่อนร่วมกลุ่มเป็นต้น แต่มีอยู่กลุ่มนึงที่ถูกมองข้าม และถูกแฟนบอลถากถางด้วยซ้ำว่าเป็นกลุ่มในศึกยูฟ่า ยูโรป้า ลีกเสียมากกว่าที่จะเป็นกลุ่มในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกก็คือกลุ่มดีนั่นเอง ที่โถ 1 เป็นโลโคโมทีฟ มอสโกว ที่เป็นแชมป์รัสเซีย พรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งทีมใหญ่ๆ ที่หล่นลงมาในโถ 2 นั้นอยากที่จะอยู่ในกลุ่มนี้ทั้งนั้น แต่สุดท้ายเป็นทางเอฟซี ปอร์โต้ ที่มาอยู๋ในกลุ่มนี้ และตามมาด้วยชาลเก้ 04 และทีมสุดท้ายก็คือกาลาตาซาราย ซึ่งทีมเหล่านี้นั้นไม่ได้เป็นทีมที่ไม่ได้เป็นขาประจำของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกแต่อย่างใด จะมีแค่เพียงเอฟซี ปอร์โต้ทีมเดียวเท่านั้นที่เป็นขาประจำของถ้วยนี้

ถึงแม้ว่ากลุ่มนี้จะไม่ได้เป็นกรุ๊ป ออฟ เดธเหมือนอย่างกลุ่มอื่นๆ แต่ก็มีความสนุกไปอีกแบบที่สามารถเป็นทีมไหนก็ได้ที่มีโอกาสเข้ารอบด้วยกันทั้งหมด เนื่องจากทั้ง 4 ทีมมีศักยภาพที่ใกล้เคียงกันมากทีเดียว ถึงแม้ว่าจะมีชาลเก้ 04 ที่มาจากศึกบุนเดสลีก้า ที่เป็นลีกชั้นนำของทวีป แต่ตามจริงแล้วถือว่าพวกเขาพึ่งจะก้าวขึ้นมาฟอร์มแรงเมื่อฤดูกาลที่แล้วเท่านั้น ซึ่งพวกเขาก็ไม่ได้เป็นทีมที่มีความสม่ำเสมอแต่อย่างใดด้วย ทำให้มีความเป็นไปได้ทั้งหมดที่จะมีโอกาสเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย หรือแม้แต่อันดับที่ 3 ของรอบนี้ก็ยังมีความหมายที่จะได้ไปเล่นในศึกยูโรป้า ลีกในรอบน็อคเอ้าต์ต่อไปด้วย ส่วนเอฟซี ปอร์โต้นั้นสภาพทีมในแต่ละปีนั้นก็ไม่มีความแน่นอนเท่าไหร่ ซึ่งฤดูกาลนี้พวกเขาถือว่าดีเลยทีเดียว เมื่อยังรักษาตัวหลักไว้กับทีมทั้งหมด ส่วนโลโคโมทีฟ มอสโกว ซึ่งเป็นทีมจากรัสเซียที่มีจุดแข็งในการเล่นในบ้านตัวเองอยู่แล้ว เนื่องจากประเทศของพวกเขามีสภาพอากาศที่หนาวเหน็บกว่าประเทศในแถบยุโรปพอสมควร

คาแร็คเตอร์ที่ถูกสืบทอด

    วิถีของวงการฟุตบอลในยุคนี้ที่เราได้เริ่มเห็นเรื่อยๆ ในระยะหลังก็คือ นักเตะที่เราได้เคยชมฟอร์มการเล่นหรือว่าเป็นขวัญใจของเราในตอนนั้นมันได้มีอายุมากขึ้นกันไปเรื่อยๆ จนมีนักเตะขวัญใจหลายๆ คนก็ได้ทำการแขวนสตั๊ดเลิกเล่นกันไปหลายคนแล้ว และหลายคนก็ไม่ได้หายหน้าหายตาไปไหน โดยก็ยังมีหลายคนที่ยังได้งานเป็นคอมเมนเตเตอร์ให้กับช่องกีฬาชื่อดังของประเทศอังกฤษ ที่จะทำหน้าที่วิเคราะห์หลังเกมที่มีการถ่ายทอดสดในนัดต่างๆ ซึ่งตอนนี้มีหลายคนทีเดียว อย่างเช่นแกรี่ เนวิลลื และเจมี่ คาร์ราเกอร์เป็นต้น และก็มีอดีตนักเตะอีกหลายคนเช่นกัน ที่ผันตัวไปทำหน้าที่ผู้จัดการทีมตามลีกต่าง ซึ่งตอนนี้ก็มีหลายคนมากทีเดียว ทั้งแฟรงค์ แลมพาร์ด อดีตยอดกองกลางของเชลซี ที่ไปคุมทีมดาร์บี้ เคาน์ตี้ในศึกอีเอฟแอล แชมเปี้ยนชิป หรือปาทริช วิเอร่า อดีตสุดยอดกองกลางชาวฝรั่งเศสของอาร์เซน่อลที่ได้คุมทีมนีชในประเทศฝรั่งเศสอยู่ในเวลานี้ด้วย รวมถึงอีกรายคือสตีเว่น เจอร์ราร์ด อดีตกองกลางกัปตันทีมของลิเวอร์พูล ที่ฤดูกาลนี้เขาได้งานคุมทีมอย่างเต็มตัวเป็นครั้งแรกกับทีมเรนเจอร์ส ทีมในสก็อตติช พรีเมียร์ลีก ซึ่งมีเซลติกเป็นมหาอำนาจลูกหนังของประเทศสก็อตแลนด์ในปัจจุบัน ซึ่งการเป็นผู้จัดการทีมครั้งแรกของสตีเว่น เจอร์ราร์ดถือว่าน่าสนใจมากทีเดียว

เรนเจอร์สได้ทำการประกาศว่าแต่งตั้งสตีเว่น เจอร์ราร์ดเข้ามาคุมทีมในถิ่นไอบร็อกซ์ สเตเดี้ยมเมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งเจอร์ราร์ดพึ่งจะมีประสบการณ์คุมทีมชุดยู 18 ปีของลิเวอร์พูลมาไม่นานเท่านั้น ทำให้การเลือกเจอร์ราร์ดมาคุมทีมในครั้งนี้ถือว่ามีความเสี่ยงมากพอสมควรทีเดียวสำหรับเรนเจอร์ส แต่ด้วยคอนเน็คชั่นที่อดีตยอดนักเตะเคยมี ทำให้ทีมสามารถยืมตัวนักเตะจากอคาเดมี่ของลิเวอร์พูลมาได้หลายรายทีเดียว ทำให้ทีมมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย และที่สำคัญคือกุนซือหนุ่มวัย 38 ปีสามารถพาทีมผ่านเข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มของศึกยูโรป้า ลีกได้อีกด้วย หลังจากที่ต้องผ่านรอบคัดเลือกมาถึง 3 รอบเลยทีเดียว ซึ่งในสมัยหนุ่มๆ เจอร์ราร์ดมีวิธีการเล่นเป็นอย่างไร ซึ่งตอนนี้ก็ถูกถ่ายทอดให้กับนักเตะของเรนเจอร์สไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อทีมเรนเจอร์สในฤดูกาลนี้มีนักเตะที่ต้องโดนใบแดงไล่ออกจากสนามไปหลายนัดมากทีเดียว ซึ่งสมัยเจอร์ราร์ดหนุ่มๆ ก็โดนใบแดงไปไม่น้อยเช่นกัน