งบน้อย ต่อยหนัก

  

   ในช่วงก่อนเปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีกประจำปีนี้ มีหลายคนเป็นห่วงทีม “ไก่เดือยทอง” ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส ทีมดังในกรุงลอนดอนของอังกฤษเป็นอย่างมาก กับผลงานที่จะเกิดขึ้นกับทีมในฤดูกาลนี้ เนื่องจากพวกเขาไม่ได้ทำการซื้อนักเตะเข้าสู่ทีมแม้แต่รายเดียวในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะหน้าร้อนที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ตั้งแต่มีการจัดตั้งเวลาในการซื้อขายนักเตะเลยก็ว่าได้ ที่มีทีมที่ไม่ยอมเสริมทัพเลยในช่วงหน้าร้อน ทั้งการซื้อขาด และการยืมตัว ถึงแม้ว่าจะรักษานักเตะตัวเก่าจากเมื่อฤดูกาลที่แล้วได้ทั้งหมดก็ตาม แต่ในทุกฤดูกาลทุกทีมก็ต้องมีการเสริมทัพเป็นเรื่องปกติ เพื่อเพิ่มศักยภาพของทีม รวมถึงบรรยากาศใหม่ๆ ในทีมที่จะเพิ่มขึ้นด้วย แต่การที่สเปอร์สไม่ได้เสริมทัพในช่วงนั้นทำให้ถูกนักวิจารณ์มองว่าผลงานของทีมในฤดูกาลนี้น่าจะไม่ดีเหมือนเมื่อฤดูกาลก่อนอย่างแน่นอน

แต่ทว่าหลังจากผ่านฤดูกาลนี้มาแล้วเกือบครึ่งฤดูกาล ผลงานการคุมทีมของเมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ กุนซือชาวอาร์เจนไตน์ของทีมก็เหมือนเป็นการตบหน้านักวิจารณ์ฉาดใหม่ เมื่อกุนซือหนุ่มวัย 47 ปียังสามารถทำให้ทีม “ไก่เดือยทอง” โลดแล่นอยู่บนพื้นที่หัวตารางพรีเมียร์ลีกได้อย่างเหนียวแน่น รวมถึงในศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกที่ถูกจับไปอยู่ในกลุ่มกรุ๊ป ออฟ เดธร่วมกับบาร์เซโลน่า พีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น และอินเตอร์ มิลานก็ตาม แต่พวกเขาก็สามารถผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ ถึงแม้ว่าจะแพ้ไป 2 นัดแรกของรอบแบ่งกลุ่มก็ตาม

ไม่ใช่เพียงเท่านั้น เมื่อศึกคาราบาว คัพ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส ก็สามารถผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศของรายการนี้ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อล่าสุดสามารถบุกเอาชนะคู่รักคู่แค้นอย่างอาร์เซน่อลได้สำเร็จ 2-0 ถึงถิ่นเอมิเรต สเตเดี้ยมในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ทำให้พวกเขาผ่านเข้าไปเล่นในรอบรองชนะเลิศพบกับทีม “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซีในช่วงต้นปีหน้า ส่วนผลงานในลีกนั้นถึงแม้ว่าจะมีคะแนนห่างจากจ่าฝูงในระยะหนึ่งก็ตาม แต่พวกเขาก็ไม่น่าจะหลุดจากโซนที่จะได้ไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกฤดูกาลหน้าอย่างแน่นอน ซึ่งถือว่าเป็นผลงานการคุมทีมชิ้นโบว์แดงของเมาริซิโอ โปเช็ตติโน่เลยก็ว่าได้ รวมถึงเหล่านักเตะของทีมที่มีการพัฒนาฝีเท้าอยู่ในทุกฤดูกาล ทำให้ทีม “ไก่เดือยทอง” แข็งแกร่งขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และยังได้ลุ้นแชมป์อยู่ในทุกรายการที่พวกเขาลงเล่นอีกด้วย

 

‘กัตจัง’ คงไม่รอด

  ทีม “ปีศาจแดงดำ” เอซี มิลาน ที่เคยเป็นอดีตยอดทีมของศึกกัลโช่ เซเรีย อา และเคยเป็นทีมที่ขับเคี่ยวแย่งแชมป์กับยูเวนตุสอย่างสนุกเมื่อซักประมาณ 10 ปีก่อน แต่ว่าในระยะหลังพวกเขาตกลงไปมาก เมื่อมีการเปลี่ยนมือของเจ้าของทีมถึงหลายครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งก็มักจะเกิดปัญหาเป็นประจำ ทั้งการได้เจ้าของที่ไม่รวยจริงบ้าง และการบริหารมีปัญหาบ้าง จนกระทั่งในปัจจุบันที่พวกเขาได้กลุ่มทุนที่เป็นบริษัทเกี่ยวกับด้านการเงินจากอังกฤษเข้าไปเป็นเจ้าของสโมสรแทนในเวลานี้ ซึ่งพวกเขาได้พยายามจะทำให้ทีมกลับมาสู่เส้นทางความยิ่งใหญ่และความสำเร็จอีกครั้งตั้งแต่เมื่อฤดูกาลที่แล้ว โดยการลงทุนซื้อนักเตะไปอย่างมหาศาล แต่พวกเขากลับเริ่มต้นฤดูกาลที่แล้วได้อย่างย่ำแย่ จนทำให้วินเชนโซ่ มอนเตลล่า ต้องโดนปลดจากตำแหน่งไป และบอร์ดบริหารก็ไปดึงเจนนาโร่ กัตตูโซ่ อดีตกองกลางพันธุ์ดุที่ตอนนั้นคุมทีมชุดเล็กของสโมสรอยู่ ให้ขึ้นมารับตำแหน่งนายใหญ่ของถิ่นซาน ซีโร่แทน แต่ทว่าก็ทำให้ดีขึ้นแค่ในระดับหนึ่งเท่านั้น และจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 6 ของตาราง และได้สิทธิ์ไปเล่นเพียงแค่ศึกยูโรป้า ลีกในฤดูกาลนี้เท่านั้น

ในช่วงก่อนเปิดฤดูกาลนี้ เอซี มิลานก็ได้ลงทุนซื้อขายนักเตะอีกครั้ง ถึงแม้ว่าจะไม่มากเหมือนฤดูกาลที่แล้วก็ตาม เนื่องจากพวกเขาถูกกฏไฟแนนเชี่ยล แฟร์ เพลย์ ควบคุมอยู่ ทำให้พวกเขาใช้เงินไม่ได้มากกว่านี้แล้ว แต่ก็ถือว่าทำให้ทีมมีศักยภาพที่ดีขึ้นพอสมควรทีเดียว และตอนแรกดูเหมือนว่ากุนซือวัย 40 ปีจะทำให้ทีมดูดีกว่าปีที่แล้วด้วย แต่ทว่าพอเล่นไปเล่นมาแล้วเหมือนกับว่าเป็นการเล่นน้ำวนอยู่ในอ่างเสียมากกว่า ซึ่งบางนัดก็ดีใจหาย แต่บทจะแพ้ก็แพ้ได้อย่างง่ายดาย ทำให้พวกเขาในฤดูกาลนี้จะต้องลุ้นพื้นที่ไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลหน้าเหนื่อยทีเดียว ซึ่งยังไม่ต้องพูดถึงการจะกลับไปเป็นแชมป์สคูเด็ตโต้เลยด้วยซ้ำ เพราะผ่านมาเพียงไม่ถึงครึ่งฤดูกาลพวกเขาก็ตามหลังจ่าฝูงอย่างยูเวนตุสไปแล้วเกือบ 20 คะแนน ทำให้บอร์ดบริหารของทีมที่มีเลโอนาร์โด้ อดีตปีกชาวบราซิเลี่ยนของทีมเป็นแกนนำนั้นกำลังจะพิจารณาปลดเจนนาโร่ กัตตูโซ่ออกจากตำแหน่ง เนื่องจากทำผลงานได้ไม่ตามเป้าที่ตั้งไว้ รวมถึงการที่ตอนนี้มีกุนซือฝีมือดีที่ว่างงานอยู่หลายคนทีเดียว ที่น่าจะทำให้ทีมดีขึ้นได้อย่างแน่นอน ซึ่งดูแล้ว “เจ้ารถถัง” ไม่น่าจะอยู่คุมทีมจนจบฤดูกาลนี้อย่างแน่นอน

ทำไมต้องเป็น ‘โซลชาร์’

  

  อย่างที่ทุกคนได้ทราบกันไปแล้วว่าทีม “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมดังจากศึกพรีเมียร์ลีกของอังกฤษนั้นได้ทำการปลดโชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุกีสออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมเรียบร้อยแล้ว ทำให้เก้าอี้ผู้จัดการทีมในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดในฤดูกาลนี้ว่างลงทันที ทำให้บอร์ดบริหารของสโมสรต้องมองหานายใหม่เข้ามาคุมทีม โดยพวกเขาวางแผนที่จะหากุนซือเข้ามารับหน้าที่รักษาการไปจนจบฤดูกาลนี้ก่อน และจะมองหากุนซือที่จะมาคุมทีมในระยะยาวต่อไปหลังจากนี้ ซึ่งพวกเขามีตัวเลือกมากมายทั้งกุนซือชื่อดังที่ว่างงาน และบรรดานักเตะเก่าของทีมที่พร้อมจะอาสาเข้ามารับเผือกร้อนต่อจากอดีตกุนซือชองเชลซี แต่สุดท้ายแล้วบอร์ดบริหารของสโมสรที่นำโดยเอ็ด วู๊ดเวิร์ด ซีอีโอคนเก่งของทีมก็ตัดสินใจเลือกโอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ อดีตกองหน้าชาวนอร์เวย์ของทีมให้เข้ามารับหน้าที่คุมทีมจนจบฤดูกาลนี้ ซึ่งอดีตซุเปอร์ซับของทีมรายนี้อาสาเข้ามารับงานเองด้วย ทั้งๆ ที่เขาก็คุมทีมโมลด์ในประเทศบ้านเกิดอยู่ และพึ่งจบฤดูกาลไปไม่นานมานี้ด้วย แต่ทว่าทางสโมสรโมลด์ก็ยินดีที่จะให้อดีตฮีโร่ชุดทริปเปิ้ล แชมป์ในปี 1999 เข้ามารับงานคุมทีมชั่วคราวในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดจนจบฤดูกาล แล้วค่อยกลับไปคุมทีมอีกครั้งหลังจากช่วยต้นสังกัดเก่าแล้ว โดยในตอนนี้โมลด์จะใช้กุนซือรักษาการแทนไปก่อนเช่นกัน

หลังจากที่โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเป็นการชั่วคราวแล้ว ก็ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาพอสมควรทีเดียว และที่สำคัญที่สุดคือทำไมต้องเป็นอดีตดาวเตะของทีมผู้นี้ด้วย ในเมื่อพวกเขาสามารถเลือกกุนซือที่มีโปรไฟล์ดีกว่านี้ได้อีกมากมาย ซึ่งเหตุผลนั้นถือว่ามีคำตอบที่ชัดเจนทีเดียวกับการเลือกนักเตะเก่าในยุคของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสันเข้ามาคุมทีม เนื่องจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในเวลานี้นั้นมีปัญหาเป็นอย่างมาก ทั้งในเรื่องของวินัย และปัญหาภายในทีม รวมถึงแนวทางการเล่นที่ต้องการเห็นทีมกลับมาเป็นทีมที่เปิดเกมบุกเข้าใส่คู่แข่งอีกครั้ง ซึ่งมันถือว่าเป็นประเพณีของสโมสรเลยก็ว่าได้ แต่ทว่ามันได้หายไปตั้งแต่ที่เซอร์อเล็ก เฟอร์กูสันออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมไปด้วย จึงเป็นเหตุผลที่ต้องการนักเตะในยุคของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสันกลับมาคุมทีม รวมถึงเรียกศรัธทาของแฟนบอลให้กลับมาอีกครั้งด้วย ซึ่งโอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ถือว่าเป็นที่รักของแฟนบอล “เรด อาร์มี่” เป็นอย่างยิ่ง

“เสือเหลือง” พลาดง่ายไป

     ในการแข่งขันบุสเดสลีก้า ลีกสูงสุดของประเทศเยอรมันในฤดูกาลนี้ ทีม “เสือเหลือง” โบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ที่มีการเปลี่ยนแปลงกุนซือใหม่มาเป็นลูเซียง ฟาฟร์ กุนซือจอมเก๋าชาวสวิตเซอร์แลนด์เข้ามาคุมทีมในฤดูกาลนี้ และทำให้ทีมมีผลงานในลีกที่ยอดเยี่ยมเป็นอย่างมาก และนำจ่าฝูงของลีกอยู่ในเวลานี้ หลังจากที่ผ่านการแข่งขันไปแล้วเกือบครึ่งฤดูกาล ซึ่ง 15 นัดแรกพวกเขากลายเป็นทีมเดียวในลีกที่ไร้พ่าย และไม่แพ้ให้กับทีมไหนเลยด้วย โดยสามารถทำให้ทีมมีเกมรุกที่ดุดัน และเกมรับที่แข็งแกร่ง ทำให้พวกเขาเก็บคะแนนนำห่างคู่ปรับสำคัญอย่างบาเยิร์น มิวนิคไปได้ถึง 9 คะแนนเลยทีเดียว แต่แล้วในนัดที่ 16 ของฤดูกาลพวกเขาก็ต้องแพ้เป็นนัดแรกของฤดูกาลจนได้ โดยเป็นการบุกไปแพ้ให้กับทีมน้องใหม่อย่างฟอร์ทูน่า ดุสเซลดอร์ฟ ทีมที่อยู่ในโซนท้ายตารางไป 1-2 ในช่วงกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเกมกลางสัปดาห์ด้วย ซึ่งมันทำให้เป็นการเปิดโอกาสให้กับทีม “เสือใต้” ให้กลับมามีความหวังที่จะไล่กวดตาม และล่าแชมป์บุนเดสลีก้าในฤดูกาลนี้อีกครั้งด้วย โดยโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ผลงานดีมากๆ ใน 15 นัดแรก โดยชนะได้ถึง 12 และเสมอ 3 นัด แต่ดันมาพลาดท่าให้กับทีมท้ายตาราง ถึงแม้ว่าจะเป็นเกมเยือนก็ตาม แต่หากดูจากสถิติจะเห็นได้ว่าฟอร์ทูน่า ดุสเซลดอร์ฟ ถือว่าเป็นทีมจอมแสบสำหรับทีมหัวตารางของบุนเดสลีก้าฤดูกาลนี้เลยก็ว่าได้ เมื่อพวกเขาสามารถเก็บแต้มได้โดยตลอดเวลาที่เจอกับทีมใหญ่ในฤดูกาลนี้ ซึ่งพวกเขาเคยบุกไปตีเสมอบาเยิร์น มิวนิคได้ถึงถิ่น 3-3 ในช่วงท้ายเกมมาแล้วด้วย รวมถึงการเอาชนะได้ทั้งฮอฟเฟ่นไฮม์ แฮร์ธ่า เบอร์ลิน และการแบ่งแต้มกับไลป์ซิกได้อีกด้วย แต่กลับไปแพ้ให้กับทีมเล็กๆ ด้วยกันทั้งหมด ทำให้ต้องอยู่ในโซนท้ายตารางในฤดูกาลนี้ต่อไป

            บาเยิร์น มิวนิค ก็มีการเปลี่ยนแปลงตัวกุนซือในฤดูกาลนี้เช่นกัน โดยพวกเขาเลือกนิโก้ โควัช กุนซือหนุ่มชาวโครเอเชียเข้ามาคุมทีมแทน ทำให้พวกเขามีปัญหาในเรื่องของฟอร์มการเล่นเช่นกันในช่วงต้นฤดูกาล ทำให้ถูกโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์โกยแต้มทิ้งห่างไปพอสมควร แต่ในระยะหลังมานี้ฟอร์มการเล่นของทีมก็นิ่งขึ้น และทำให้เก็บชัยชนะได้อย่างต่อเนื่องในระยะหลัง ทำให้พวกเขายังมีโอกาสลุ้นแชมป์บุนเดสลีก้าสมัยที่ 7 ติดต่อกันได้อยู่ในฤดูกาลนี้ ถึงแม้ว่าจะมีคะแนนตามหลังอยู่พอสมควรก็ตาม

Hotel Transylvania 3 กับเหตุผลที่ควรตีตั๋วเข้าชม

 

แม้ว่าแอนิเมชั่นจะไม่โด่งดังเทียบกับดีสนี่ย์หรือพิกซาร์รวมถึงกระแสที่ค่อนข้างเงียบแต่ทว่า แอนิเมชั่นอย่าง Hotel Transylvania ของค่ายโซนี่ พิกเจอร์ ก็ดำเนินเรื่องราวมาถึงภาคที่ 3 จนได้ ส่วนหนึ่งเพราะรายได้จาก 2 ภาคที่แล้วที่ทำกำไรเป็นกอบเป็นกำให้แก่สตูดิโอรวมแล้วกว่า 900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แม้จะส่วนทางในด้านคำวิจารณ์ทั้งสองภาคที่ออกมาอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งแน่นอนว่ารายได้นั้นก็ทำให้สตูดิโอไฟเขียวให้สร้างภาคต่อออกมาล่าสุดอย่าง Hotel Transylvania 3:  A Monster Vacation ที่คราวนี้ครอบครัวปีศาจเดินทางพักผ่อนบนเรือสำราญสุดหรู สำหรับในภาค 3 ก็มีเรื่องราวที่น่าสนใจซึ่งรอให้เราไปพิสูจน์ความสนุกในโรงภาพยนตร์กันครับ

การเดินทางนอกสถานที่

ในภาค 3 ทีมผู้สร้างตัดสินใจดำเนินเรื่องราวต่างจาก 2 ภาคที่แล้วที่ดำเนินเรื่องภานในปราสาทแต่ในภาค 3 นั้นจะให้เหล่าปีศาจนำโดยท่านเคาท์แดร็คและครอบครัวออกเดินทางล่องเรือสำราญเป็นครั้งแรกบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า ผู้ชมจะได้เห็นสถานที่ใหม่ๆ สวยๆ และความสนุกสนานอลเวงของเหล่าปีศาจ นอกจากนี้เรือสำราญที่เหล่าปีศาจล่องพักผ่อนนั้นก็คือเรือไททานิคอันโด่งดังอีกด้วย

ตัวละครใหม่ ปีศาจใหม่เพิ่มสีสัน

ใน Hotel Transylvania 3:  A Monster Vacation นอกจากเราจะเห็นตัวละครเดิมกลับมาสร้างสีสันแล้ว ในภาคนี้ก็มีตัวละครใหม่เพิ่มเข้ามาอย่าง เอริก้า กัปตันเรือแสนสวย ฉลาด กล้าหาญ ผู้ที่ทำให้ท่านเคาท์แดร็ดคิวลาตกหลุมรัก แต่ว่าเธอมีความลับบางอย่างนั่นคือ เธอคือทายาทของ แวน เฮลซิง นักล่าปีศาจในตำนานที่เป็นแผนการของเธอเพื่อกำจัดเหล่าปีศาจให้สิ้นซาก นอกจากนี้เรายังได้เห็นปีศาจใหม่เพิ่มเข้ามาบนเรือสำราญมากมายอีกด้วย

มาดูการพักร้อนแบบปีศาจกันบ้าง

ลองจินตนาการว่ามนุษย์อย่างเราเดินทางพักร้อนอาบแดด ดำน้ำดูปะการัง ซึ่งทางทีมผู้สร้างก็ตีความการพักร้อนของเหล่าปีศาจกันบ้าง ซึ่งก็มีการจำลองกิจกรรมพักผ่อนของมนุษย์มาผสมผสานความสนุกสนาน โดยทีมงานได้อ้างอิงจากสถานที่จริงอย่าง สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า อีกทั้งช่วงเวลาและกิจกรรมพักผ่อนของเหล่าปีศาจ ไม่ว่าจะเป็นการดำน้ำสคูบา, อาบแสงจันทร์ (แทนการอาบแดด), ขี่โลมาโต้คลื่น และอีกมากมาย

สำหรับรายได้ของ Hotel Transylvania 3 ยังไม่ปิดรายได้รวมทั่วโลกซึ่งหนังยังยืนโรงฉายอยู่ โดยในอเมริกาทำรายได้ไปแล้ว 148 ล้านเหรียญฯ และต่างประเทศอีก 325 ล้านเหรียญฯ จากทุนสร้างของหนัง 80 ล้านเหรียญฯ เป็นไปได้ว่ารายได้เข้ากระเป๋าสตูดิโอขนาดนี้คงมีภาค 4 ตามมาแน่นอน แต่หากไม่มองด้านคำวิจารณ์ Hotel Transylvania 3 ก็เป็นหนังอีกเรื่องหนึ่งที่เหมาะกับการพาเด็กๆตีตั๋วเข้าชมครับ

เรื่อง ฟิลเลอร์ ฉีดฟิลเลอร์

 1. ฟิลเลอร์คืออะไร?

สารเติมเต็มผิวหรือที่เรียกทางการแพทย์ว่า เดอร์มอล ฟิลเลอร์ (Dermal filler) คือ สารไฮยารูโรนิก แอซิด (Hyaluronic acid ) หรือ HA เป็นสารที่รับรองมาตรฐานความปลอดภัยทั่วโลกแล้ว เป็นสารสกัดจากธรรมชาติที่มีองค์ประกอบของคอลลาเจน

2. ฟิลเลอร์มีคุณสมบัติอย่างไร ?

คุณสมบัติของฟิลเลอร์ ช่วยในการกักเก็บน้ำของชั้นใต้ผิวที่ได้รับการแก้ไข หน้าตอบ ร่องแก้มลึก ฟิลเลอร์จะช่วยเติมเต็มช่องว่างให้กับเซลล์ผิวหนัง หรือเพิ่มปริมาตรให้กับผิว เทียบได้กับการติดสปริงให้กับผิว ให้ผิวมีความยืดหยุ่น เต่งตึงกระชับขึ้น ผิวเรียบเสมอกัน ลดริ้วรอยเหี่ยวย่น ทำให้ใบหน้าดูเด็กลงอย่างชัดเจน รวมไปถึงการปรับรูปหน้า เติมเต็มรูปหน้าให้สมส่วน ได้รูปยิ่งขึ้น และจะสลายตัวไปได้เองตามธรรมชาติ สำหรับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะสามารถนำฟิลเลอร์ มาเติมเติมได้ทุกส่วนของผิว

3. จุดที่นิยมฉีดฟิลเลอร์
– ฉีดฟิลเลอร์คาง เพื่อปรับรูปหน้าให้ดูเรียวและยาวขึ้น
– ฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม เติมเต็มร่องแก้มที่ลึก ลดปัญหาแก้มตอบ สาเหตุทำให้ดูแก่ก่อนวัย
– ฉีดฟิลเลอร์หน้าผาก ขมับ เติมเต็มบริเวณใบหน้าผากที่แบบทำให้นูนดูมีมิติและสวยเข้ารูป
– ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา เติมเต็มริ้วรอยใต้ตาให้ดูไม่ลึก
– ฉีดฟิลเลอร์ริมฝีปาก เติมเต็มริมฝีปากให้ดูอวบอิ่ม เติมริ้วรอยร่องมุมปาก
– ฉีดฟิลเลอร์จมูก ช่วยให้จมูกโด่งได้ไม่ต้องผ่าตัดศัลยกรรม
– ฉีดฟิลเลอร์เติมเต็มหลุมแผลเป็น
– ฉีดฟิลเลอร์ midface

4. ประเภทของฟิลเลอร์

1. แบบชั่วคราว (Temporary Filler) จะมีอายุการใช้ประมาณ 4-6 เดือน มีความปลอดภัยค่อนข้างสูง และสามารถสลายตัวได้เองตามธรรมชาติ

2. แบบกึ่งถาวร (Semi Permanent Filler) แบบนี้จะมีอายุยาวกว่าแบบที่ 1 สามารถอยู่ถึง 2 ปี มีความปลอดภัยปานกลาง

3. แบบถาวร (Permanent Filler) เป็นสารเติมเต็มแบบ ซิลิโคน หรือ พาราฟิน หลังจากฉีดไปแล้วสามารถอยู่ในผิวไปได้ตลอดไม่สามารถสลายได้องตามธรรมชาติ และ อาจมีผลข้างเคียงระยะยาว

5. ฉีดฟิลเลอร์อย่างไรให้เห็นผล ปลอดภัย

หลังจากฉีดฟิลเลอร์ในตำแหน่งที่ต้องการแล้วจะเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ แต่แพทย์มักจะให้รอดูผลลัพธ์สักระยะ เพราะตอนนั้นน้ำที่บวมอยู่ก็จะหมดไปแล้ว หากยังต้องการเติมตรงไหนก็สามารถทำเพิ่มได้ ทั้งนี้ โดยส่วนมากผลลัพธ์การฉีดฟิลเลอร์แบบชั่วคราว เพิ่มมากหรือน้อยขึ้นกับร่างกายของแต่ละคน หรือ บริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ หากกล้ามเนื้อเคลื่อนไหวมากสารมักสลาย เร็วก่อนบริเวณอื่น ขอแนะนำว่าให้เลือกฉีดฟิเลอร์กับแพทย์ที่เชี่ยวชาญเท่านั้น และอย่าลืมตรวจสอบก่อนว่าอุปกรณ์ และสารฟิลเลอร์มีคุณภาพมาตรฐานหรือไม่ จะได้มั่นใจไร้กังวลเรื่องผลข้างเคียง

รถติด อารมณ์เสีย ระวังส่งผลเสียกับร่างกายไม่รู้ตัว

    พอถึงเวลาเร่งด่วนสิ่งที่ผู้คนมักเจอมากที่สุดคือ รถติด การจราจรที่แออัดบนถนนสิ่งที่ตามมาคืออารมณ์ เราคงเห็นข่าวต่างๆจากสื่อออนไลน์ ข่าวโทรทัศน์ที่มีการทำร้ายร่างกายกันจากการขับรถ แน่นอนว่าการจราจรบบนท้องถนนที่แออัดของเมืองไทย เปรียบเสมือนด่านทดสอบความอดทนของผู้ขับขี่ ภาวะทางอารมณ์ที่ต้องทนให้ได้แม้จะพบเจอมันทุกวันก็ตาม

อารมณ์เสียทุกครั้งเมื่อเห็นว่ารถติดหนักมากๆ เชื่อว่าหลายคนเคยประสบกับสภาวะแบบนี้ แน่นอนว่าเราขับรถมาถนนที่ติดมากทุกวัน ก็มีอารมณ์หงุดหงิดบ้าง บางคนถึงขั้นบ่นขณะอยู่ภายในรถ ซึ่งแบบนี้ถือว่าเสี่ยงต่อการเกิดอารมณ์ชั่วหวูบ อาจเกิดการทะเลาะวิวาทได้หากถูกแซง หรือ ถูกขับปาดหน้า ซึ่งมันคืออารมณ์เกรี้ยวกราดที่เกิดขึ้นขณะขับรถ บางคนถึงกับบิดแตรรถคันหน้าให้ไปเร็วๆก็มี ในปี 2014 มีผลงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดระบุว่า อารมณ์หงุดหงิดและเกรี้ยวกราดจากการเผชิญกับปัญหาการจราจรบนท้องถนนนั้น ส่งผลเสียต่อทั้งร่างกายและจิตใจ ทางร่างกาย ภาวะความเครียดทำให้ความดันโลหิตสูง รวมถึงอาจเกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตันได้ เราคงเคยเห็นข่าวคนขับโรคหัวใจกำเริบขณะขับขี่รถยนต์จนเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงมาแล้ว นอกจากนี้ความเครียดสะสมยิ่งทำให้เกิดความหงุดหงิดมากขึ้นจนนำไปสู่ภาวะทางอารมณ์ที่ฉุนเฉียวและเกิดการทะเลาะวิวาทได้

วิธีลดอารมณ์โกรธหากต้องเจอกับรถติด หรือ ขณะขับขี่รถยนต์

นอกจากเรื่องสุขภาพของผู้ขับขี่แล้ว สิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงคืออารมณ์ที่อาจส่งกระทบต่อการขับขี่ด้วย เรามาลองวิธีทำให้รู้สึกผ่อนคลายขณะขับรถ อย่างแรกคือ ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยไม่ว่าคุณจะเป็นคนอารมณ์ร้อนแค่ไหน คุณต้องคำนึงถึงคนในครอบครัวเป็นอันดับแรก ลองหารูปครอบครัวติดไว้ในรถเวลามองรูปครอบครัวจะทำให้รู้สึกดีขึ้นและถึงที่หมายอย่างปลอดภัย

เปิดเพลงเพราะๆ ช้าๆ หรือฟังเรื่องตลกๆ คุณลองหาเพลงเพราะๆ ผ่อนคลาย หรือ เรื่องเล่าจากรายการตลกมาฟังภายในรถขณะรถติด เสียงหัวเราะก็ช่วยให้คุณรู้สึกเย็นลงได้เช่นกัน หรือ ถ้ารถติดมากๆ ลองผ่อนคลายด้วยการหายใจเข้า-ออกช้าๆ นับ 1 – 10 ก็มีส่วนช่วยความผ่อนคลายรู้สึกโกรธลงได้

ลองเปลี่ยนเส้นทางดูบ้าง หากว่าเส้นทางที่คุณขับรถทุกวันมักหนาแน่น ลองเปลี่ยนเส้นทางใกล้เคียงที่รถไม่ติดบ้างสิ ถนนโล่งๆนอกจากจะถึงที่หมายเร็วแล้วยังไม่ต้องเครียดอารมณ์เสียกับปัญหารถติดอีกด้วย

ลองแวะพักปั๊มน้ำมันบ้างก็ดีนะ หากว่าคุณเจอกับปัญาหรถติดมากๆ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลลองหาวิธีผ่อนคลายโดยการแวะพักเหนื่อยที่ปั๊มน้ำมันหาเครื่องดื่มเย็นๆ ปรับอารมณ์ให้ผ่อนคลายก็เป็นอีกหนึ่งวิธีไม่ทำให้เราหัวร้อน

หมู่บ้านชิราคาวาโกะ มรดกโลกสัมผัสธรรมชาติกลางหุบเขา

    แหล่งท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่นมีมากมาย และหลายคนที่ชื่นชอบบรรยากาศแบบธรรมชาติ สงบเงียบ อีกแห่งที่นักเที่ยวนิยมไปสัมผัสอย่าง หมู่บ้านชิราคาวาโกะ หมู่บ้านที่สวยงามมากจนเหมือนอยู่ในฝันยิ่งช่วงหิมะตกก็ยิ่งฟินเข้าไปอีก

หมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่ที่จังหวัดกิฟุ ห่างจากเมืองโตเกียว ราว 350 กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านเล็กๆกลางหุบเขา ที่มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นมากจนใครๆต่างเดินทางมาสัมผัสความสวยงามท่ามกลางธรรมชาติที่บรรยากาศแบบดั้งเดิม นอกจากนี้แล้วหมู่บ้านนี้ยังมีรูปทรงของบ้านที่คงแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมเอาไว้ จนทำให้องค์การยูเนสโก้ ขึ้นทะเบียนหมู่บ้านชิราคาวาโกะ เป็นมรดกโลกในปี 1995 แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่นักท่องเที่ยวนิยมนั้นคือการชมบ้านเรือนที่มีรูปทรงแปลกตา ที่ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า บ้านทรงกัสโชสึคุริ

บ้านทรงกัสโชสึคุริ คือ บ้านสร้างขึ้นในรูปแบบสถาปัตยกรรมของญี่ปุ่น เป็นบ้านที่นิยมสร้างเมื่อกว่า 300 ปีก่อน ลักษณะของบ้านเหมือนกับการพนมมือซึ่งเป็นการนำเอาหลังคาแบบคายาบุกิมาต่อกัน และมีความลาดชันมาก เนื่องจากบริเวณหมู่บ้านในฤดูหนาวจะมีหิมะตกหนักมากหลังคาช่วยป้องกันการทับทมของหิมะ ให้ไหลลงมาด้านล่างนั่นเอง ภายในหมู่บ้านชิราคาวาโกะ จะมีบ้านทรงกัสโชสึคุริ กระจายอยู่ตามพื้นที่ของหมู่บ้าน นอกจากนี้ลักษณะเด่นของบ้านอีกคือ หลังคา คายิบุกิ เป็นการมุงหลังคาโดยไม่ใช้การตอกด้วยตะปูเลยสักตัว ซึ่งชาวบ้านจะใช้หญ้าแพมพัสมาประกอบการทำหลังคา นอกจากช่วยป้องกันแดด ฝน และหิมะได้ดีแล้ว ตัวบ้านยังทำจากวัสดุธรรมชาติแทบทั้งหลัง นั่นทำให้หมู่บ้านแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกความสวยงามและวิถีชีวิตของชาวบ้านให้นักท่องเที่ยวได้มาเยือน

ช่วงเวลาเที่ยวชมหมู่บ้านชิราคาวาโกะ

หมู่บ้านชิราคาวาโกะ สามารถท่องเที่ยวได้เกือบทุกฤดู แต่คนส่วนมากนิยมเดินทางท่องเที่ยวช่วงฤดูหนาว ราวเดือนธันวาคม – ต้นกุมภาพันธ์ จะเป็นช่วงหิมะตกหนักซึ่งจะมีความสวยงามเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังช่วงเวลาเปิดไฟประดับหมู่บ้านเพิ่มความสวยงาม จะเห็นหิมะปกคลุมหลังคาของบ้านมีความสุขไม่น้อยและควรค่าแก่การถ่ายภาพเป็นที่ระลึก นอกจากนี้ในช่วงฤดูใบไม้ผลิก็มีความสวยงามเช่นกัน ซึ่งเป็นช่วงที่ดอกซากุระล่วงหล่นลงมามองเห็นหลังคาบ้านเป็นสีชมพูสวยงาม ช่วงฤดูร้อน ก็เหมาะแก่การเที่ยวชมเช่นกัน จะเป็นช่วงที่รวงข้าว ดอกไม้ใบหญ้า งอกงามเป็นทุ่งสีเขียวสบายตาอีกทั้งยังอากาศบริสุทธิ์ หรือจะเป็นฤดูใบไม้ร่วง เป็นช่วงที่ใบไม้บริเวณหมู่บ้านเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง สีแดง ให้ความสวยงามละลานตาเลยทีเดียว

นับเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวของญี่ปุ่นที่มีความสวยงามทางธรรมชาติ ความโดดเด่นของหมู่บ้านอันเก่าแก่ และวิถีชีวิตของผู้คนที่เรียบง่าย หากใครเดินทางมายังประเทศญี่ปุ่นควรลองมาเที่ยวหมู่บ้านชิราคาวาโกะสักครั้ง

มังกรน้อย

  ทีมชาติเวลส์ที่หลังจากหมดยุคของกุนซือคริส โคลแมน กุนซือที่พาทีมชาติเวลส์ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2016 ที่ประเทศฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพเมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งพวกเขาผ่านเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ แต่ก็ไปพ่ายให้กับทีมชาติโปรตุเกสที่มีคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยอดดาวเตะระดับโลกเสียก่อน และหลังจากจบทัวร์นาเม้นต์นั้น คริส โคลแมนก็เลือกที่จะย้ายไปคุมทีมซันเดอร์แลนด์ ที่อยู่ในลีกแชมเปี้ยนชิปในเวลานั้นแทน ทำให้เวลส์ต้องมาตั้งไรอัน กิ๊กส์ อดีตยอดปีกของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเข้ามาคุมทีมแทน ซึ่งกิ๊กส์ในวัย 44 ปียังไม่มีประสบการณ์ในการคุมทีมอย่างเป็นทางการเลยด้วยซ้ำ แต่สมาคมฟุตบอลของเวลส์ก็กล้าที่จะให้โอกาสกุนซือหน้าใหม่วัย 44 ปีได้ทำหน้าที่

การเข้ามาของไรอัน กิ๊กส์ ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการเรียกตัวผู้เล่นทันที เมื่อตำนานของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดผู้นี้ให้ความสำคัญกับการเรียกดาวรุ่งเข้ามาติดทีมเป็นอย่างมาก เพื่อเป็นการให้โอกาสนักเตะหน้าใหม่ด้วย ซึ่งมีนักเตะหน้าใหม่ที่ก้าวขึ้นมาติดทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในยุคการคุมทีมของไรอัน กิ๊กส์หลายรายทีเดียว และทำผลงานได้ดีเสียด้วย อย่างในการแข่งขันฟุตบอลยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกล่าสุดที่พวกเขาเปิดบ้านยำใหญ่ใส่ทีมชาติไอร์แลนด์ของมาร์ติน โอนิลไปได้ถึง 4-1 ก็มีการใช้นักเตะดาวรุ่งหลายรายทีเดียว ซึ่งดาวรุ่งที่โดดเด่นมากๆ ของทีมชาติเวลส์ในวันนั้นก็คืออีธาน อัมปาดู ดาวรุ่งหัวฟูวัยเพียง 17 ปีจากสโมสรเชลซี ทที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่น และสามารถแอสซิสต์ให้เพื่อนทำประตูได้ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้นยุคใหม่ของทีมชาติเวลส์ได้อย่างน่าประทับใจทีเดียว เพราะทีมชาติไอร์แลนด์ในยุคของมาร์ติน โอนิลนั้นไม่ใช่ว่าจะเป็นทีมที่เอาชนะกันได้ง่ายๆ เลย แต่ทีม “มังกรน้อย” ทีมนี้กลับทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยมีแกเร็ธ เบล ดาวเตะจากเรอัล มาดริดเป็นหัวโจกในแนวรุก ส่วนแนวรับก็จะมีแอชลี่ย์ วิลเลี่ยม กองหลังตัวเก๋าที่เป็นกัปตันทีมชุดนี้เป็นแกนหลัก และแดนกลางก็มีอารอน แรมซี่ย์ เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันแนวรับของคู่แข่ง ซึ่งถือว่าดูดีมีอนาคตทีเดียวสำหรับทีมชาติเวลส์ชุดนี้ ซึ่งเกมที่พวกเขาถล่มทีมชาติไอร์แลนด์นั้นเล่นได้เข้าตามากๆ และครองเกมบุกใส่ทีม “ยักษ์เขียว” ได้ตลอดทั้งเกมเลยด้วย ถือว่าน่าติดทีมมากสำหรับดาวรุ่งของเวลส์ชุดนี้

อนาคตของโซลันกี้

    อนาคตเริ่มจะไม่สดใสเสียแล้วสำหรับโดมินิค โซลันกี้ กองหน้าดาวรุ่งของลิเวอร์พูล ที่อยู่ในถิ่นแอนฟิลด์ฤดูกาลนี้เป็นฤดูกาลที่ 2 แล้ว แต่เขายังไม่ได้รับโอกาสในการลงสนามอย่างเต็มที่เลย และตั้งแต่ย้ายมาเขาก็พึ่งทำประตูให้กับทีมได้เพียงแค่ประตูเดียวเท่านั้นเมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่ฤดูกาลนี้เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันยังไม่ได้ให้โอกาสเขาลงสนามแม้แต่นัดเดียวในฤดูกาลนี้ โดยมีเพียงเกมช่วงพรีซีซั่นเท่านั้นที่เขาได้โอกาสลงสนามบ่อย แต่พอเริ่มฤดูกาลจริงก็เป็นเพียงแค่ตัวสำรองเท่านั้น และบางเกมก็ไม่มีชื่อบนม้านั่งสำรองด้วยซ้ำ ซึ่งตอนนี้โดมินิค โซลันกี้ กองหน้าวัย 20 ปีต้องกลายเป็นกองหน้าตัวเป้าลำดับที่ 3 ของทีม ต่อจากโรแบร์โ ฟิร์มิโน่ กองหน้าทีมชาติบราซิลที่เป็นตัวแรก และตัวเลือกอันดับที่ 2 ก็คือดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ ที่ตอนแรกเกือบจะถูกปล่อยออกจากทีมแล้วด้วยซ้ำ แต่ว่าไปโชว์ฟอร์มดีในช่วงพรีซีซั่น ทำให้กุนซือชาวเยอรมันตัดสินใจเก็บไว้ใช้งานต่อ ทำให้โซลันกี้ต้องหล่นไปเป็นตัวเลือกดำดับที่ 3 ทำให้โอกาสในการลงสนามน้อยขึ้นไปอีก

ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้วโซลันกี้ได้ลงในเกมลีกไปถึง 21 นัด ถึงแม้ว่าจะเป็นในฐานะตัวสำรองซะส่วนใหญ่ก็ตาม ซึ่งพอเขาได้โอกาสลงสนามก็ทำผลงานได้ไม่ดีนัก และทำได้เพียงแค่ประตูเดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นเกมนัดสุดท้ายของเมื่อฤดูกาลที่แล้วที่ทีมเปิดรังแอนฟิลด์ถล่มไบรท์ตันไป 4-0 จากการลงสนามในทุกรายการถึง 27 นัดเลยทีเดียว ซึ่งเมื่อกลางปีที่แล้วโดมินิค โซลันกี้ถูกจับตามองเป็นอย่างมาก และถูกคาดว่าน่าจะเป็นการเซ็นต์สัญญาที่ยอดเยี่ยมของทางลิเวอร์พูลด้วยซ้ำ เพราะทีม “หงส์แดง” ไปเซ็นต์สัญญามาแบบฟรีๆ หลังตัวนักเตะหมดสัญญากับทางเชลซีพอดี ซึ่งช่วงนั้นโซลันกี้พึ่งทำผลงานได้อย่างสุดยอด และพาทีมชาติอังกฤษชุดอายุไม่เกิน 20 ปีคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกรุ่นยู 20 มาได้ด้วย ซึ่งเขาได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยม หรือว่าลูกบอลทองคำในทัวร์นาเม้นต์นั้นด้วย แต่ช่วงต้นฤดูกาลที่ผ่านมาเขายังไม่ได้รับโอกาสในการลงสนามแม้แต่นัดเดียว ทำให้อนาคตของเขากับสโมสร และในนามทีมชาติอังกฤษก็เริ่มที่จะเลือนลางลงไปเรื่อยๆ แล้ว ซึ่งต้องดูต่อไปจากนี้เขาจะได้รับโอกาสมากขึ้นหรือไม่ มิเช่นนั้นอาจจะต้องมีการย้ายทีมหลังจากจบฤดูกาลนี้